Loyalty อันว่าความจงรักภักดีของลูกค้า

วันนี้คุ้ยๆโต๊ะแล้วเจอว่ามีเนื้อหาจดในเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง
ซึ่งไปจดมาจากเว็บหรือหนังสือเล่มไหน ก็ดันไม่ได้จดไว้ด้วย จดไว้แต่เนื้อหา
อ่านดูเข้าท่าดี ไม่อยากขยำทิ้งเลยผ่านไป ก็เลยเอามาบันทึกไว้ตรงนี้ด้วย
(ขออภัยแหล่งที่มา ที่ไม่สามารถระบุได้จริงๆ)

 

เมื่อเรานึกถึงลูกค้าประจำ เรามักจะคิดว่า ลูกค้าประจำแต่ละคนก็เหมือนๆกันแหละ ก็เอาตังมาให้เราเหมือนกัน
แต่จริงๆแล้ว การเป็นลูกค้าประจำ มันแบ่งได้เป็นสองประเภท นั่นคือ

1 Behavioral Loyalty
คือ การมาเป็นลูกค้าประจำด้วยพฤติกรรมหรือความเคยชิน เช่น ทำงานอยู่ออฟฟิศข้างบนตึกเดียวกัน อยู่แถวบ้าน ทางผ่าน สะดวก หาใครที่ดีกว่าไม่ได้แล้ว ฯลฯ

2 Attitudinal Loyalty
คือ การมาเป็นลูกค้าที่อยากกลับมาอีก เพราะมีความพึงพอใจกับเรา ซึ่งอาจจะอยู่ไกลจากเราคนละมุมเมือง หรือผ่านมาเจอ ก็ได้
การเป็นลูกค้าประจำด้วยพฤติกรรม แต่ไม่ได้มีความพึงพอใจ จะทำให้เป็นลูกค้าที่ไม่ยั่งยืน
ส่วนการเป็นลูกค้าที่อยากกลับมาหาเรา แต่ไม่ได้มาเป็นประจำ จะทำให้เป็นลูกค้าที่ไม่ทำรายได้ให้เรานัก

ลูกค้าประจำนั้น ไม่ใช่ทุกคน ที่จะทำรายได้กำไรงามๆให้เรา
และลูกค้าประจำที่ทำรายได้งามๆให้เรานั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เราควรเก็บไว้

 

ดังนั้น ลูกค้าประจำที่เราควรเก็บไว้ ก็ควรจะมีคุณสมบัติ มาใช้บริการประจำ จ่ายแต่ละครั้งก็ทำให้เราได้กำไรดี รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตด้วย และที่สำคัญก็คือ ทัศนคติที่ดีกับเรา

 

ลูกค้าประจำของคุณเป็นลักษณะไหนกันบ้าง ว่างๆลองสังเกตเล่นๆ เพื่อลองปรับกลยุทธ์ดูก็ได้นะ

อย่าลืมคิดค่าคิด

ปัญหาเรื้อรังในวงการเพลงที่เราได้ยินมาเป็นสิบปี นับตั้งแต่แวมไพร์ระบาด ก็คือ
ต้นทุนของเพลง เท่ากับค่าผลิตซีดีแผ่นหนึ่ง บวกปกนิดหน่อย
แม้แต่คนที่มีการศึกษา จบปริญญา จบด็อกเตอร์ ในประเทศนี้ ก็ยังคิดแบบนี้กันเยอะแยะ

เราเดาเอาว่า การที่เรายังไม่ได้หลุดจากยุคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
ทำให้เราคิดค่าแรงโดยถือเอาชั่วโมงการทำงานเป็นหลัก
ในหนึ่งชั่วโมง เราต้องผลิตให้ได้เท่านี้ๆ
ซึ่งมันทำได้ ถ้าไม่ต้องใช้สมอง มีระบบพร้อม เครื่องจักรพร้อม
เมื่อเราเขยิบมาในยุคที่งานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้สมองในการหาโซลูชั่น
ค่าสมองก็ยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่แม้แต่คนทำงาน ก็อาจจะยังมองข้าม
ยิ่งในกลุ่มคนที่ไม่นิยมการเป็นคนบุกเบิก แต่เป็นคนเดินตามอย่างใกล้ชิดติดเทรนด์
อะไรสำเร็จก็ค่อยเลียนแบบก็แล้วกัน
จะทำอะไรก็ต้องมีตัวอย่าง เคสของชาวบ้านเขาเคยทำมาแล้วที่นั่นที่นี่
ไม่งั้นคนจ้างก็จะไม่ทำ หรือคนรับจ้างก็ไม่กล้าเสนอ
ทำให้ค่าสมองยิ่งเป็นสิ่งที่แสนแพงและไม่จำเป็น

ซึ่งมันก็ทำให้คนที่เขาตั้งใจคิดงานจริงๆด้วยทั้งประสบการณ์ ความสามารถ และความใส่ใจ
ขาดทุนในงานนั้นๆ

เวลาที่เรา propose ลูกค้า แม้แต่งานที่ต้องใช้หัวคิดเป็นหลัก
เราก็มักจะคิดค่าแรงที่คำนวณตามชั่วโมงที่ทำงาน และต้นทุนที่จับต้องได้ แล้วก็เผื่อภาษีไปอีกนิดหน่อย
เรามักไม่กล้าที่จะใส่ค่าคิดลงไป ไม่ว่าจะใส่แบบเนียนๆ หรือใส่แบบโต้งๆ ก็ตาม

มันไม่ได้หมายความว่า งานที่ใช้หัวคิด ห้ามจำกัดเวลาในการคิด
แต่ในงานที่ต้องใช้การค้นคว้า วิเคราะห์ คิดหาคำตอบอย่างสร้างสรรค์
แน่นอนที่มันจะไม่เหมือนการโกยๆอะไรใส่เครื่องจักรแล้วมันก็ออกมาเป็นกระป๋องตามจำนวนที่กำหนด
การจะให้ลูกค้าตระหนักถึงค่าสมอง ค่าประสบการณ์ ของเรา เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่ามันมีอยู่ในค่างาน
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าต้องคิดค่าคิด ลูกค้าเราก็จะไม่เห็นเหมือนกัน

การที่มีค่าคิดใน quotation ของเรา ถึงแม้มันจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแพงและอยากเอาออก
แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เขารู้แล้วล่ะว่า ในโลกนี้ ความคิดก็มีราคา

ส่วนอยากจะให้ลดราคาค่าความคิดหรือไม่ ก็เป็นเรื่องต้องว่ากันอีกที

ส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่แฟ็กซ์?

เราเป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจไม่สมัครสมาชิกนิตยสารและคอร์สต่างๆอยู่หลายที่
เพียงเพราะว่า ในการชำระเงินด้วยการโอนเงิน เขาให้แฟ็กซ์หลักฐานการโอนเงินไปให้อย่างเดียว
ไม่มีการเขียนบอกว่าจะอนุโลมการถ่ายรูปสลิปด้วยมือถือแล้วส่งไปทางอีเมลได้

 

แล้วบ้านเราหรือบ้านชาวบ้านปรกติทั่วไป มีแฟ็กซ์ซะที่ไหนล่ะ?
ถ้าจะสมัครนิตยสารสักเล่ม ต้องกรอกใบสมัคร แล้วก็ไปโอนเงิน แล้วก็หาร้านส่งแฟ็กซ์ให้
หรือไม่ก็เอาแฟ็กซ์ที่ทำงานใช้
นี่แสดงว่าต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้มานะ
ถึงได้ยอมลงทุนลงแรงหลายขั้นตอนอย่างนี้

 

ไม่นับกรณีบริษัทต่อบริษัท กิจการต่อกิจการ ที่ใช้แฟ็กซ์กันเป็นปรกติ
พูดถึงแค่ในกรณีกิจการต่อลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป เท่่านั้น
การที่ต้องให้โอนหลักฐานการโอนทางแฟ็กซ์
มันเป็นการตรวจสอบยอดที่น่าจะเอาท์ไปได้แล้ว และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่กิจการเป็นหลัก

กิจการมักนึกว่า ก็ให้ลูกค้าทำแค่นี้เอง ทำแค่นั้นเอง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรอกข้อมูลส่วนตัวยาวเหยียด
ให้เปิดเผยเลขบัตรประชาชน วันเกิด เงินเดือน
หรือการจ่ายเงินอันรุงรัง
และอื่นๆ
แม้ว่าสมัยนี้จะยังสามารถบังคับให้ลูกค้ากรอกนั่น ทำนี่ได้อยู่
แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องที่มีประสิทธิภาพ
และยังเป็นการยึดติดกับการคิดว่า ยังไงลูกค้าก็มาหา ยังไงลูกค้าก็ต้องทำนั่นนี่ให้เรา

ซึ่งในความเป็นจริง นับวัน คู่แข่งทางธุรกิจมันยิ่งเยอะ
ถ้ากิจการไม่ได้โดดเด่นเด้งดึ๋งไม่แคร์สื่อจริงๆ แบบลูกค้ายังไงก็ต้องง้อ
ก็ควรจะนึกถึงใจของลูกค้าให้มาก
ไม่ใช่ว่าลูกค้าคือพระเจ้า แต่คือคนที่เขาเลือกได้ว่าจะเอาเงินมาให้เราหรือไม่
และมันอยู่ที่ว่าเราต้องการลูกค้าแบบไหนที่จะมาเห็นเราเป็นตัวเลือกในสายตา

 

ป.ล.
http://www.magnation.com/ เจ๋งดีเหมือนกัน

 

Rage Comic การเมืองไทย

หลายๆคนคงคุ้นเคยกับ Rage Comic จาก 9Gag.com กันมาแล้ว
และใน Rage Comic นั้น บางทีก็โผล่หน้าที่รู้จักกันดีขึ้นมาเหมือนกัน เช่น เยาหมิง เฉินหลง โอบาม่า
แล้วแต่จะสรรหามาเพิ่มเติมให้ Rage Comic ดูขำขึ้น มี context มากขึ้นกว่าเดิม
(ไปดูตัวอย่างได้จากบล็อก http://zhenglik.blogspot.com/2012/03/troll-face.html)

วันก่อน @macroart เสนอความคิดว่า ยังไม่มีใครทำ Troll Face ยิ่งลักษณ์เนอะ
เราก็ดันคันมือขึ้นมา ก็เลยเอามาวาดซะ วาดไปวาดมาก็วาดขึ้นมาหลายคน
ก็ลองเอามาประกอบมุกฝืดๆเล่นๆ สักสองมุกละกัน

 

 

และด้วยความที่ทำมาเยอะ จะใช้คนเดียวก็กระไร
เราก็ไม่ได้อินการเมืองอะไรขนาดนั้นมาก แค่วาดเพลิน
ก็เลยเอามาแปะเอาไว้ เผื่อใครอยากเอาไปเล่นก็เอาไปใช้ได้เลย
(คงไม่ต้องบอกนะว่าใครเป็นใคร อย่าถามนะ เราไม่รู้ววว)

แต่ถ้าเอาไปใช้แล้วโดนฟ้องหมิ่นประมาท เราไม่เกี่ยวนะ โอเค จบป้ะ ฮ่ะฮ่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป.ล.

ห้ามทำ hotlink นะ!

 

เมื่อเราถูกฟ้องคดีทรัพย์สินทางปัญญา

คดีเพิ่งตัดสินไปเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังให้เป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่ง
ถึงจะเป็นคดีเบาเบาแต่สร้างความคันให้กับจิตใจมาตลอดช่วงที่ผ่านมา

หลายๆคนคงรู้แล้วว่า เรามีหนังสือเล่มแรกในชีวิตออกมาเมื่องานหนังสือต้นปีที่แล้ว (2554)
(เป็นเล่มแรกที่มีการซื้อขายจริงและตีพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์จริงๆ)

เล่าที่มาของหนังสือนิดนึง
แผนสอง เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาแบบหนังสือธรรมะ คือพูดเรื่องทุกข์สุข แต่ภาษาที่ใช้เรียบง่ายและเอาฮา
เราไม่ได้ต้องการให้ชาวพุทธเท่านั้นที่อ่าน เพื่อเพิ่มความศรัทธาในศาสนา
แต่เราอยากให้ทุกคนที่มีโอกาสได้อ่าน เพราะทุกคนไม่ว่าจะศาสนาอะไรก็ต้องพบเจอความทุกข์ความสุขทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น เจตนาจึงไม่อยากให้มันออกมาเป็นหนังสือธรรมะจ๋า ต้องเชื่อสิ่งที่บอกเพราะพระพุทธเจ้าสอนมางี้
เพื่อให้อ่านง่ายและไม่ให้ภาษาหรือคำศัพท์ธรรมะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่นที่เราจะสื่อ
คำว่าปฏิจสมุปบาท มหาสติปัฏฐาน ภาวนา จึงไม่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เลยสักคำเดียว
และไม่มีการอ้างกลับไปที่พระพุทธเจ้า สมัยพุทธกาล หรืออะไร
เพราะเราคิดว่า ถ้าธรรมะเป็นเรื่องสากลแล้ว มันก็สามารถสื่อได้โดยที่ไม่ต้องเรียกมันว่าพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม

เจตนาแรกของหนังสือเล่มนี้ กำเนิดขึ้นเมื่อตั้งแต่ปี 2550-2551
แต่ด้วยความที่รู้สึกยังไม่ตกผลึกบางอย่าง ก็เลยใช้ชีวิตรอไปก่อน
พอปลายปี 2552 จุดเริ่มต้นคำแรกของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเป็นรูปน้ำหมึกบนกระดาษใช้แล้ว
และต่อมาคำสุดท้ายของเวอร์ชั่นแรกของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้เสร็จลงเมื่อต้นปี 2553
และเมื่อปลายปี 2553 เราก็ได้ตัดสินใจจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เอง ขายเองออนไลน์ และได้รับการต้อนรับที่ดีกว่าที่คิด

พอต้นปี 2554 หนังสือเล่มนี้ได้มีโอกาสส่งถึงกองบก.สำนักพิมพ์มติชน
และในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม ปี 2554
แผนสอง เวอร์ชั่นสำนักพิมพ์มติชน จึงได้ปรากฏสู่สายตาของประชาชนในโลกที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

ด้วยเหตุผลทางการตลาด จึงมีการปรับปกกันเล็กน้อย
และเพิ่มเนื้อหาท้ายบทเข้าไปอีกหนึ่งบท

แล้วก็ออกมาเป็น แผนสอง ในปัจจุบัน ที่ยังวางขายกันอยู่

ปลายเดือนพฤษภาคม 2554 เราก็ได้รับข่าวที่ทำให้มึนๆงงๆอยู่ นั่นก็คือ
มีทนายความส่งหนังสือไปที่บริษัทมติชน ดังนี้

“เนื่องจากบริษัทของท่านได้ทำละเมิดต่อ xxx ด้วยการจัดพิมพ์เผยแพร่ภาพการ์ตูน บนปกหนังสือชื่อแผนสอง ซึ่งการพิมพ์ภาพดังกล่าวเป็นการหารายได้ และเป็นการพิมพ์ลอกเลียนแบบภาพการ์ตูนของ xxx ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว และท่านมิได้ขออนุญาตจากผู้ถือลิขสิทธิ์แต่อย่างใด จึงทำให้บริษัทของท่านทำละเมิดต่อผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมีหนังสือบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 300,000 บาทภายในเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ตามที่อยู่ข้างบนนี้ หากท่านไม่ปฏิบัติตาม ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทของท่านต่อไป ข้าพเจ้าขอถือเอาหนังสือบอกกล่าวฉบับนี้ เป็นหนังสือบอกกล่าวก่อนฟ้องคดี”

ที่มึนๆงงๆ ก็เพราะว่า
ความที่เราค่อนข้างจะซีเรียสกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว
แล้วร้อยวันพันปี เคยก๊อปใครซะที่ไหน
ดังนั้น เรื่องที่การ์ตูนนี้จะไปก๊อปชาวบ้าน ไม่มีทาง
และใครที่รู้จักเราพอประมาณ ก็จะรู้อยู่แล้วว่านี่มันคือลายเส้นเราชัดๆ

ประกอบกับว่า เราก็ไม่เคยรู้จักคุณ xxx มาก่อน เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร
เราเลยไป search กูเกิล เผื่อเป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังที่เราไม่รู้จัก
แต่ ณ ตอนนั้น กูเกิลก็ไม่ได้ส่งผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคุณ xxx ออกมาเลย
และด้วยหนังสือที่แจ้งมา ไม่ได้แนบหลักฐานตัวการ์ตูนอะไรของฝั่งนั้นมา
แต่แนบแต่หน้าปกหนังสือเรามา เราก็เลยยิ่งไม่รู้ว่าตกลงมันเหมือนกันขนาดไหนอะไรยังไง

ทนายของมติชน จึงได้ติดต่อไปไกล่เกลี่ยกับทนายที่ร้องเรียนมา
อธิบายให้ฟังว่า มันเป็นการเข้าใจผิด เราไม่ได้ไปลอกใครที่ไหน
และเรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี ก็สบายใจกันไป

.

.

.

จนกระทั่งสองเดือนผ่านไป ในเดือนกรกฏาคม
ก็ได้มีหมายเรียกจากศาล พร้อมคำฟ้อง ส่งมาถึงบ้าน
และให้ทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายใน 15 วัน

นั่นหมายความว่า มะลิมะลิ และสำนักพิมพ์มติชน โดนฟ้องเต็มๆแล้ว
โดยที่สำนักพิมพ์เป็นจำเลยที่ 1 และเราเป็นจำเลยที่ 2
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท เหมือนเดิม
และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5% ต่อปีจนกว่าจะชำระหมด
ยังไม่รวมค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียมศาลอีก

.

.

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอะไรไปตามเรื่องตามราวจนได้

และเราก็ได้เห็นภาพต้นเหตุ ที่คุณ xxx เขาวาดไว้ในบล็อกของเขาเองสักที
ซึ่งเขาคงเชื่อว่า รูปการ์ตูนบนปกแผนสองได้ไอเดียมาจากบล็อกนี้ของเขาแน่นอน
และเนื้อหาในหนังสือแผนสอง มันก็เหมือนกับเนื้อหาในบล็อกนั้นของเขาด้วย
เขาก็เลยยิ่งเชื่อว่า เราลอกเขามาแน่นอน รวมไปถึงลอกเพื่อนของเขาด้วย
ซึ่งในเล่ม เราก็ดันมีตัวการ์ตูนอีกตัวที่ดูจะไปพ้องกับผลงานของเพื่อนเขาอีก

 

ครั้งแรกที่เห็นรูปต้นเหตุ บอกตรงๆว่าโล่งใจมาก เพราะมัน เอ่อ ไม่เหมือนง่ะ
ตอนแรกๆที่ได้รับหนังสือมา ยังคิดไปไกลเลยว่า ถ้ามันเหมือนกันจริงๆคงซวยมากเลย
แต่คิดไปคิดมา ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเห็นด้วยกับเราหรือเปล่าว่ามันไม่เหมือน หรือไม่ได้มีเจตนาลอกเลียนไอเดียเลย
คืออันตัวเราน่ะ เจตนาน่ะ บริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
แต่ประเด็นก็คือ แล้วจะทำยังไงล่ะให้เหตุผลหลักฐานก็คล้อยตามกัน
เพราะเมื่อเรื่องไปถึงศาล ถ้าเราไม่มีหลักฐานอย่างอื่นเลย จะไปบอกอย่างเดียวว่าไม่เหมือน ให้ศาลดูเอาเอง มันก็ไม่ได้
ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่างเหตุผล ตรรกะ มาในคำฟ้องถึง 5 หน้ากระดาษ
เราจึงต้องมีเหตุผลหลักฐาน (ที่เป็นของจริง ไม่ได้เมค) มาชี้แจงต่อศาล พร้อมทั้งพยานด้วย

.

เรื่องก็เรื่อยๆมาเรียงๆ มาจนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยสรุปคำตัดสินได้ว่า

“ด้วยคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ระหว่าง xxx โจทก์ กับบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ เวลา 9.00 น. โจทก์ ทนายโจทก์ และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้คู่ความที่มาศาลฟัง โดยศาลได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าภาพพิพาทในหนังสือแผนสอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบภาพของโจทก์เพราะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…”

แต่ก็เรียกว่าเคสเรายังโชคดีในหลายๆอย่าง หลักๆก็คือ
มันไม่เหมือนกันจริงๆนะ และ ภาพของเราทำขึ้นก่อนและเผยแพร่ก่อนภาพของเขา ซึ่งมีหลักฐานพยานชัดเจน
และเราก็ไม่ต้องเสียค่าทนายโดยตรง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นสำนักพิมพ์ที่มีฝ่ายทนายอยู่แล้วด้วย

แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจในระยะหนึ่งเลยนะ ก็ประมาณ 9 เดือนได้
ไหนจะต้องเดือดร้อนชาวบ้านมาเป็นพยานให้อีก ไหนจะต้องไปศาล
ต้องเขียนคำชี้แจง (ซึ่ง การเขียนชี้แจงหาหลักฐานว่าไม่ได้ทำ มันยากกว่าเขียนว่าทำเยอะเลยนะ)
ไหนจะไม่รู้โชคชะตาฟ้าดินในวันตัดสินคดีว่าจะเป็นยังไง
เราก็เพิ่งออกกับมติชนเล่มแรก จะไปทำเขาเสียเงินเปล่าเป็นแสนแล้วหรือเปล่าไม่รู้

.

.

.

เกิดมาถึงได้เพิ่งรู้ว่า ถึงเราไม่ไปลอกงานใคร สักวันก็อาจจะมีคนมาบอกว่าเราลอกงานเขาก็ได้
เพราะความคิดมันเหมือนกันได้ ความบังเอิญมันเกิดขึ้นได้
และเราก็อาจจะงานเข้าไปตามระเบียบ

จึงได้มาขอแบ่งปันแนวทางเล็กๆน้อยๆในการเก็บหลักฐานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของเรา
(อย่างอื่นไม่บริสุทธิ์แล้วก็แล้วกัน (ห้ะ!) เอาเรื่องนี้ให้บริสุทธิ์เป็นสำคัญ)

.

1. เก็บหลักฐานไฟล์ต้นฉบับเอาไว้ให้ดีว่าจัดทำขึ้นเมื่อไหร่
ถ้าต้นฉบับเป็นกระดาษ ให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นไฟล์ดิจิตัล เพื่อให้มี timestamp ว่าไฟล์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันเวลาไหน
ถ้าเป็นไปได้ ให้อัพโหลดขึ้นบริการฝากรูปออนไลน์ด้วย เช่น Flickr, Photobucket, หรือแม้แต่ Facebook ก็ได้
(แล้วก็ set เป็น Privacy ไปอะไรไป) เพื่อเป็นการยืนยันเรื่องวันเวลาจากบุคคลที่สาม
คำกล่าวหาว่า แก้เวลาในคอมของตัวเองเพื่อสร้างหลักฐานว่าสร้างงานมาก่อน จะได้ตกไป
อีกอย่างก็คือ ช่วยให้เราจำได้ด้วยว่าทำอะไรเมื่อไหร่อย่างไร
พยายามเก็บไฟล์ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
เพราะขนาดเก็บเป็นระเบียบนะคุณเอ๋ย ตอนเขียนคำชี้แจงคดีนี่ต้องนั่งขุดกันวุ่นวายหลายชั่วโมงเลย กว่าจะเขียนเสร็จ
นี่ยังไม่รวมต้องนั่งทางในระลึกชาติอีกนะว่าทำอะไรลงไปบ้าง
โชคดีอีกอย่างของหนังสือแผนสองก็คือ ได้เอาไปลงในนิตยสารออนไลน์ก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้หลักฐานยิ่งเพียบ

2. ยุคนี้อาจจะหมดสมัยไปแล้วที่จะทำอะไรงุบงิบไม่บอกคนอื่น
ก็เข้าใจว่าไม่อยากโดนลอกเลียนบ้าง ไม่อยากให้สปอยล์ก่อนเวลาอันควรบ้าง
แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นงานลับสุดยอด เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ อะไรงี้
เราก็ควรจะบอกคนอื่นบ้าง ไม่จำเป็นต้องบอกในวงกว้าง บอกเฉพาะคนไม่กี่คนที่ไว้ใจก็ได้
นอกจากเราจะได้ความเห็นในงานของเราแล้ว เราก็ยังได้พยานชี้แจงด้วย
การมีบริวารที่ดีรอบข้าง มันจะมารู้ซึ้งข้อดีของมันเอาก็ตอนนี้แหละ
ถ้าเป็นคนไม่ค่อยรักษาน้ำใจเพื่อน ไม่ค่อยมีคนอยากจะช่วย โดนอย่างนี้เข้าไปก็ลำบากเหมือนกัน
ถ้าเราไม่บอกใครเลย หรือไม่มีใครให้บอก เราก็จะไม่มีพยานช่วยชี้แจง และเราก็จะขาดน้ำหนักตรงนี้ไป
ในกรณีที่ภาพหรืองานของเขาทำทีหลังเขาด้วยเนี่ย ยิ่งต้องการหลักฐานแสดงเจตนาของตัวเองแน่นหนาเลยแหละ

3. ถ้าซวยโดนฟ้องจนได้ล่ะก็
ให้พยายามหาทนายที่มีความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ถ้าเป็นกรณีพิพาทออนไลน์ด้วย (เช่นในกรณีนี้ มีเรื่องบล็อก และ timestamp เข้ามาเกี่ยวข้อง)
การที่ได้ทนายไม่โลเทค จะช่วยให้ได้เปรียบมากกว่าได้ทนายที่โลเทคอยู่มาก เพราะเขาจะเอาไปเขียนสำนวนคำชี้แจงได้ถูกต้องมากกว่า
ถ้าไม่รู้จะหันไปหาใคร ให้ลองปรึกษาคุณ @paiboona http://www.paiboon.biz ได้

4. คนแต่ละแวดวงก็มี jargon คำศัพท์ คำสแลงเป็นของแวดวงตัวเอง
เขียนคำชี้แจงคำฟ้องให้คนอื่นอ่านรู้เรื่อง อย่าเขียนเป็นภาษาคนวงใน
ถ้าต้องมีคำศัพท์แบบคนวงในก็ต้องอธิบายด้วยว่ามันหมายความถึงอะไรๆ
บางครั้งความหมายมันคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ต้องยอมๆเพื่อให้เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย
เช่น หลายๆคนไม่เข้าใจความหมายเรื่องบล็อก แต่รู้จักคำว่าเว็บไซต์ จึงอาจจะต้องใช้คำว่าเว็บไซต์แทนคำว่าบล็อก เป็นต้น
หน้าที่ศาล คือเขาพิจารณาความแล้วตัดสิน ไม่ใช่ต้องมาเรียนว่า บล็อกคืออะไร แตกต่างกับเว็บไซต์ยังไง

5. อย่าวู่วาม บุ่มบ่ามให้เสียรูปคดี แม้ว่าจะอยากลุยกับโจทก์เองเลย ก็ไม่ควร
เข้าใจว่าการถูกฟ้องมันทำให้หงุดหงิดหัวใจมาก ยิ่งถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่น่าทำอะไรที่น่าถูกฟ้องเลยก็ยิ่งหงุดหงิด
ถ้าโดนฟ้องแล้ว ความเคลื่อนไหวต่างๆ ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายไป
เก็บเอาไว้หัวเราะหรือร้องไห้เมื่อศาลตัดสินทีเดียวจบเลย ชัวร์กว่า

.

.

หลักๆก็คงเป็นข้อ 1 กับข้อ 2 แหละ
ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองอย่างที่ไม่ได้เลียนแบบใครด้วยละกันเนาะ

อย่าลืมว่า ความคิดมันเหมือนกันได้ ความบังเอิญมีจริงในโลก
และคนที่คิดคล้ายคลึงหรือพ้องกับเรา บางคนก็พร้อมที่จะฟ้องเราได้
การป้องกันตัวเองไว้ระดับนึง ถึงมันจะยุ่งยากขึ้นมาอีก แต่มันก็จะเป็นผลดีในระยะยาวจ้า

.

ลูบคลำ Galaxy Y

นานๆทีเราจะได้มีมือถือที่ไม่ได้ซื้อเอง มาเล่นอยู่ในกำมือ

มีน้องที่เห็นผ่านไปผ่านมาในโลกออนไลน์บ้าง ในโลกออฟไลน์บ้าง ให้มือถือซัมซุงมาทดลองใช้
และด้วยความที่เราเห็นว่า เออ ประจวบเหมาะดี เพราะเรานึกๆอยากได้แอนดรอยด์ไว้ใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แล้วด้วยความที่เป็นคนประหยัด (พูดแบบมองโลกในแง่ดี) ก็เลยจดๆจ้องๆ ชั่งใจจะซื้อดีไม่ซื้อดีมาจนบัดนี้

Read more…

ไม่มีใครอยากเป็นบ๊วย Last Place Aversion

จากบทความของ The Economist ว่าด้วยเรื่อง

Don’t look down: The poor like taxing the rich less than you would think

http://www.economist.com/node/21525851

แล้วน่าสนใจดี จริงๆอ่านบทความนี้มาสักพักแล้วแหละ แล้วก็อู้ไปอู้มา งานเข้ามากมาย เลยไม่ได้เขียนถึงซะที ก็อ้างไปเรื่อย

บทความนี้ ว่าด้วยเรื่องที่ว่า คนจนๆน่ะ เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคนรวยให้อานๆมากมายอย่างที่เราคิดนะ
ซึ่งเราก็สะดุดนะ คือ ความเชื่อ หรือว่าตรรกะของเราเอาจริงๆแบบไม่ต้องมาทำเป็นคนดงคนดีอะไรเลย  ก็คือ 
คนเราก็อยากให้คนอื่นรอบข้างไม่รวยเกินหน้าเกินตาเรานักหรอก ถ้ารวยกว่าก็ต้องเกิดอาการปลง ว้า อยากเป็นมั่ง
อย่างเลวก็อิจฉา คิดว่าสงสัยมันต้องโกงด้วยทางใดทางหนึ่ง อย่างดีก็อยากรู้อยากเห็นว่าชาวบ้านเขารวยกันขนาดไหนแล้ว
และโดยทั่วไปจากการวิจัย (ซึ่งจริงๆไม่ต้องวิจัยก็เห็นอยู่) คนจนๆก็มักจะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยกว่านี้
แม้แต่คนชนชั้นกลางจำนวนมากก็เหอะ ก็อยากรวยกว่านี้เช่นกัน

เอาเป็นว่าเรามานิยามคำว่าคนจนก่อนแล้วกันนะ
คนจนในที่นี้ เราจะพูดถึง คนที่มีรายได้เป็นตัวเลข ที่เรียกว่าน้อย ตามมาตรฐานรายได้ นะ
ไม่พูดเรื่องจนที่ใจ รวยที่ใจ อะไรงี้ ให้มันดราม่า และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่อย่างใด

แม้ว่าจะเป็นบทความที่ศึกษาในสหรัฐอเมริกา เราก็ว่าก็น่าจะสะท้อนกลับมาที่บ้านเราได้บ้างอะไรบ้าง
ในสหรัฐนั้น แม้จะได้ชื่อว่า เป็นประเทศหนึ่งที่รวย ร้วย รวย แต่ในการเก็บภาษี เพื่อกระจายรายได้ไปสู่คนที่จนนั้น
มีการทำกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่รวยๆในยุโรป
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มีภาษีรายได้สูงสุดอยู่ที่เกือบ 35%
ประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ เก็บภาษีรายได้สูงสุดที่ 50%
ในสวีเดน เดนมาร์ก เก็บภาษีรายได้สูงสุดทะลุไปที่ 57% และ 55% ตามลำดับ
และรัฐในสหรัฐก็จ่ายสวัสดิการให้คนจนน้อยกว่า
และสวัสดิการของคนตกงาน รัฐก็จ่ายให้น้อยกว่า และหมดคลังไปไวกว่าประเทศในยุโรป

ความคิด ตรรกะเรื่องการเก็บภาษีที่เก็บต่างกันในแต่ละประเทศ
ก็ยังสะท้อนให้เห็นความคิด ตรรกะ และสถานการณ์ภายในประเทศด้วย
ประเทศที่มีความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติไม่มาก
ประชากรในประเทศจะโอเคกับการที่รัฐจะพยายามลดช่องว่างของรายได้มากกว่า
ซึ่งตรงนี้คือสาเหตุว่า ทำไมประชากรในสวีเดน ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากในรายได้ เชื้อชาติ
ถึงได้เคยโอเคกับการเก็บภาษีสูงๆมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นประเทศแห่งการอพยพมาขุดทองของคนในหลายๆประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย)
แต่เมื่อสถานการณ์ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีผู้อพยพไปอยู่อาศัยมากขึ้น
ทัศนคติของคนในแถบนั้น ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาวผิวดำมักจะเป็นผู้ที่ได้ใช้สวัสดิการรัฐมากกว่าคนผิวขาว
ในการศึกษาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า ชาวผิวดำเกือบครึ่ง (ในการศึกษา) คิดว่า สวัสดิการก็ยังต่ำไป
ในขณะที่ชาวผิวขาวเพียง 16% ที่คิดว่ามันต่ำไป
ในขณะที่ 25% ของชาวผิวดำ และ 55% ของชาวผิวขาว คิดว่ามันเยอะไป
และโดยทั่วไป คนที่ได้รับสวัสดิการนั้น ก็เพิ่มความต้องการขึ้นเรื่อยๆ

เท่าที่เขียนมา มันก็ดูเมคเซนส์ดีใช่ไหม
ที่คนจนจะเรียกร้องให้รัฐเก็บภาษีจากคนรวยๆเพิ่มขึ้น เพราะเขาจะได้ประโยชน์จากสวัสดิการมากขึ้น
แต่โลกเราไม่ได้ง่ายเช่นนั้น ยังมีความเมตตากับคนรวยๆในประเทศที่ประชากรมีความแตกต่างสูง มากกว่าที่เราอาจจะเคยคาดคิดกัน

ในขณะที่คนจนที่ได้รับสวัสดิการ จะต้องการสวัสดิการเพิ่มขึ้น ประชากรคนจนที่รับสวัสดิการก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แต่ในพื้นที่เดียวกันนั้น การสนับสนุนทางด้านสวัสดิการในพื้นที่ ก็น้อยลง
สรุปเรียกว่า ใช้เยอะ แต่ไม่ค่อยสนับสนุน  

ซึ่งพอมาดูการศึกษาจาก NBER หรือ National Bureau of Economic Research ก็พบว่า
กลุ่มคนจนที่จนแต่ยังไม่จนขนาดบ๊วยๆ มักจะมีความลังเล สับสน ตัดสินใจไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่องนโยบายการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

จากการค้นพบนี้ นำไปสู่การสรุปข้อค้นพบต่อไปว่า
คนจน ไม่ได้ต้องการ ไม่สนับสนุนการกระจายรายได้เช่นนี้ เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยบ้าง (ซึ่งเขาก็หวัง แต่ไม่ใช่เหตุผล)
แต่เขาไม่สนับสนุนการกระจายรายได้แบบนี้ เพราะว่า
เขาไม่ต้องการให้คนที่จนกว่าเขา หรืออันดับบ๊วย มีโอกาสขึ้นมาตีตื้น หรือแซงหน้าเขาไป ด้วยนโยบายแบบนี้

ในการศึกษาเรื่อง Last Place Aversion โดยสี่ขุนพล
Ilyana Kuziemko แห่ง Princeton
Taly Reich แห่ง Stanford
Ryan Buell และ Michael Norton จาก Harvard Business School
พวกเขาหานักเรียนมากลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนั้นจะได้รับเงินจำนวนไม่เท่ากัน แตกต่างลดหลั่นกันไป
จากนั้น เขาจะได้รับเงินอีกคนละ 2 เหรียญ เพื่อนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ในกลุ่ม
ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่ได้เงินมาน้อย แต่ไม่น้อยที่สุด จะนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ที่มีเงินมากกว่า
แต่กลุ่มคนที่ได้เงินมากในกลุ่ม กลับพยายามให้เงินเพื่อที่จะทำให้รายได้ของทุกคนเท่าๆเทียมกันมากกว่า

สรุปได้ว่า คนที่เงินน้อยเกือบบ๊วยในสังคม แม้ว่าจะหวังว่า เขาจะมีเงินมากกว่านี้
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขา ก็คือ ต้องมีคนที่ได้น้อยกว่าเขาอยู่เสมอ
นั่นคือ effect ของ Last Place Aversion หรือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นบ๊วย นั่นเอง
ซึ่งการที่ถูกคนบ๊วยแซงขึ้นหน้าแล้วเราถูกกลายเป็นบ๊วยแทน มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดยิ่งนัก

ถึงเรายังไม่แน่ใจกับเรื่องค่าแรงสามร้อยบาทในเมืองไทย
แต่เราก็มั่นใจว่า เราๆก็มีสัญชาตญาณการหนีบ๊วยกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสอบ เรื่องงาน เรื่องรายได้ เรื่องการจัดกลุ่มทำรายงานในโรงเรียน
ไม่เฉพาะเพียงเรื่องฐานะทางการเงิน

ใครอยากจะได้ อยากจะดี อยากจะถูกเลือก เป็นคนสุดท้ายบ้าง?

%d bloggers like this: