ทรรศนะของข้าพเจ้า 22 ประการต่อการเมืองปัจจุบัน

บล็อกเอนทรีนี้ ได้จุดสตาร์ทมาจาก @iannnnn (n ครบรึเปล่าเนี่ย) ที่ได้เขียนเรื่อง ประชาธิปไตยและการเมืองไทยในทรรศนะของข้าพเจ้า ขึ้นมา

การเมืองเป็นเรื่องที่เราสนใจ ที่ไม่ค่อยอยากยุ่งเท่าไหร่นัก  เมื่อก่อนยิ่งไม่เอาเลย ข่าวการเมือง ใครจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามเมื่อโตขึ้น ชีวิตมันก็เหมือนทำให้ต้องสนใจการเมืองไปโดยปริยาย การเสียภาษีเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว อายุมากขึ้น เห็นสังคมกว้างขึ้นประมาณหนึ่ง มีคนมากระทบหรือเราไปกระทบคนมากมาย การที่ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นตามประสามนุษย์โลกผู้มากภาระ การที่ต้องมีกฏเกณฑ์มาบังคับเรา มันก็เป็นคำถามมากมายที่โยงไปถึงการเมืองไม่ว่าจุดใดก็จุดหนึ่ง

ที่ก่อนหน้านี้ไม่อยากเขียนเพราะไม่อยากสู้กับใครที่ไม่เห็นด้วย แล้วเรื่องการเมืองด้วย แต่คิดไปคิดมา เออ เขียนละกัน

ที่จะเขียนต่อไปนี้ก็คงเป็น random thought ซึ่งก็คงจะมีความคิดที่ตกๆหล่นๆไปบ้างตามปรกติ และขอดอกจันไว้อีกรอบว่า ทุกอันไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นข้อคิดเห็น ไม่อยากขึ้นทุกหัวข้อด้วยคำว่า “ส่วนตัวคิดว่า…” ซึ่งเป็นวลีป้องกันตัวเองอย่างดีแต่รุงรังชะมัดยาดเลย

.

1.  การเมืองเป็นเรื่องของรสนิยมและความเชื่อซะเป็นส่วนใหญ่
ไม่ต่างอะไรกับการเลือกนุ่งกระโปรงหรือกางเกง ไม่ต่างอะไรกับการนับถือศาสนาหรือเชื่อลัทธิ หรือแม้กระทั่งเชื่อแต่ตัวเอง ซึ่งทุกคนมีเหตุผลที่จะเลือกเชื่อ หรือเชื่อแล้วจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อต่อไป เลือกมีรสนิยมเป็นอย่างไรได้อย่างอิสระ ตราบใดไม่ไปเบียดกรอบของคนอื่นเขา หรืออินกับมันมากจนทำให้เสียมิตรภาพและอื่นๆ ก็เรียกว่ายังอยู่ในปรกติสภาพ

คุณไม่สามารถ”รู้”ทั้งหมดหรอกว่านักการเมืองที่คุณชอบน่ะดีจริงหรือเปล่า นักการเมืองที่คุณเกลียดน่ะเลวทุกกระเบียดจริงไหม ขนาดคนในบ้านเราเองยังไม่เข้าใจกันบ้าง ยังไม่รู้ความเคลื่อนไหวกันตลอดเวลาบ้างเลย แต่คุณสามารถสรุป”เชื่อ”ไปทางไหนก็ตามเท่าที่คุณมีข้อมูล โดยทัศนคติประมวลผล และมีอคติกลั่นกรอง

เรา”เชื่อ”ว่า นักการเมืองส่วนน้อยดี แต่ถึงดี ก็ไม่ได้แปลว่าผลประโยชน์พรรคจะต้องมาทีหลัง หรือระบบการเมืองจะกลืนกินไม่ได้ และเราก็”เชื่อ”ว่า นักการเมือง รวมไปถึงผู้มีส่วนปกครองประเทศก็เล่นละครการเมืองกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครได้บทอะไร และตราบใดที่นักการเมืองยังต้องสังกัดพรรคในสังคมไทยซึ่งแข็งแกร่งเรื่องพรรคพวกขนาดนี้ ก่อนที่นักการเมืองเหล่านี้จะทำอะไรให้ประชาชนได้ (ไม่ว่าร้ายหรือดี) พวกเขาก็ต้องเอาตัวเองให้รอดในพรรคก่อนแหละนะ ซึ่งพรรคก็ต้องเอาองคาพยพให้อยู่ยงเช่นกัน ศาสตร์ในการเอาตัวอยู่รอดกับศาสตร์ในการเอาประเทศชาติรอดก่อนมันก็เป็นคนละศาสตร์กัน จึงไม่ต้องสงสัยว่า ผู้แทนของเรา เลือกแล้วทำไมกลายเป็นผู้แทนของใครไม่รู้ ยู้ฮู

.

2. พวกใครพวกมัน
ไม่มีสีไหนฉลาดหรือโง่กว่าสีไหน ถ้าไม่สุดลิ่มจนเกินไป ก็คงเห็นได้ว่า คนคงไม่โง่บัดซบครึ่งประเทศ แล้วพวกที่เห็นด้วยกับเรานี่ก็คงไม่ใช่ฉลาดดีเลิศประเสริฐหมดทุกคน

คือถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ประเทศไทยสร้างรถไฟไปดาวพลูโตได้แล้ว ถ้าคนฉลาด ไม่โกง ขยัน ดี จะเยอะขนาดนั้น

ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดี ที่โดยพื้นฐานไม่มีเรื่องแบ่งแยกที่ซีเรียสเหมือนเรื่องสีผิว หรือศาสนา จริงๆแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศตัวอย่างในการ hybrid คนที่แตกต่างกันมากๆด้วยซ้ำ จะมีประเทศไหนที่มีชุมชนไทย จีน คริสต์ อิสลาม ประสานกันได้เท่าประเทศไทย แม้ว่านิวยอร์กหรือหัวเมืองใหญ่ๆในโลก จะได้ชื่อว่าเป็นหม้อหลอมวัฒนธรรม แต่เท่าที่สัมผัส มันคือการหลอมในแง่หลอมทิ้งแล้วทุกคนมาเริ่มวัฒนธรรมกันใหม่คือวัฒนธรรมนิวยอร์ก

แต่ประเทศไทยทั้งประเทศ ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่หลอมวัฒนธรรมต่างๆมารวมกันอย่างที่ไม่ใช่หลอมทิ้ง ทุกวัฒนธรรมศาสนายังโดดเด่น ใครใคร่นับถืออะไรก็นับถือไป มีวัฒนธรรมติดมาจากบ้านเกิดยังไงก็ทำ แล้วก็อยู่ร่วมกันได้อย่างยอมรับความแตกต่างด้วยซ้ำ มาหลังๆนี่แหละที่การปกครองบ้านเมืองที่ไม่เข้าใจเรื่องการจัดการกับวัฒนธรรมศาสนา ทำให้คนไทยจ้องความแตกต่างของคนอื่นแต่ไม่ทำความเข้าใจกันมากขึ้นและมากขึ้น

เอาจริงๆเราว่าที่มันแบ่งสีแบ่งเบื๊อกอะไรเอาเป็นเอาตายตอนนี้นะ เป็นเรื่องที่ไม่น่าซีเรียสเลยตั้งแต่แรก แต่มันซีเรียสขึ้นเรื่อยๆเพราะการประโคม การทำซ้ำ และการเพิ่มระดับความรุนแรง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเกมที่นักการเมืองลอยตัว แล้วก็ปล่อยประชาชนที่ปลุกปั่นได้ที่แล้วขย้ำกันเอง โดยลืมไปว่า ประเทศไม่ได้ชื่อประเทศพันธมิตร ไม่ได้ชื่อประเทศเกลียดทักษิณ ไม่ได้ชื่อประเทศเสื้อแดง แต่ประเทศนี้มีชื่อว่าประเทศไทย

เวลาไหนมันทำให้นักการเมืองสนตะพายประชาชนชิลๆได้เท่ากับตอนที่ประชาชนไม่รักกันเอง มัวแต่หลงตัวเองกันอยู่ว่าตัวเองถูกและดี (เป็นฟู้ดแลนด์กันหรือไง)

.

3. I am what you see
แน่นอนว่าไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็จะมีฝ่ายสุดลิ่ม เกลียดแดงสุดลิ่ม เกลียดปชปสุดลิ่ม เกลียดเหลืองสุดลิ่ม เกลียดทุกคนแม่งเลยสุดลิ่ม และความตลกก็คือ เอาคนที่สุดลิ่มคิดเป็น Stereotype ของฝ่ายนั้นๆ คิดว่าฝ่ายนั้นมันเป็นอย่างไอ้สุดลิ่มนั่นทุกคนไปเลยเอย ซึ่งมันเกิดตรรกะต่ำไบ๋แบบนี้ได้ง่าย ในสังคมที่ไม่คุ้นเคยกับเชิงลึก จึงต้องพยายาม simplify เพื่อทำให้เข้าใจโลกและทำให้สามารถ take action สนองตอบกลับไปตามที่เข้าใจโลกแบบนั้น

ทุกวันนี้สิ่งที่คนแสดงกันออกมาก็เหมือนลูกหินที่กระทบกระทั่งกันไปมาประมาณหนึ่งแล้ว ที่แสดงกันออกมามันจึงเป็น”ปฏิกิริยา”เป็นส่วนใหญ่ ซึ่ง”ปฏิกิริยา” ส่วนหลักๆส่วนหนึ่ง มันก็มาจากว่า ถูก take action มายังไง การที่ take action มันก็มาจากการที่ผู้กระทำนั้นเข้าใจโลกว่าอย่างไร เข้าใจคนที่ไปทำเขาว่าอย่างไร ซึ่งท้ายที่สุด “ปฏิกิริยา” อาจจะไปตรงกับสิ่งที่ผู้กระทำคิดว่าจะเป็นก็ได้ แล้วมันก็จะยิ่งตอกย้ำผู้กระทำว่านี่ไง คิดถูกแล้ว มันเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ โดยที่ลืมฉุกคิดไปว่า สิ่งที่ผู้ถูกกระทำจัดกลับมามันก็มาจาก input ของผู้กระทำนั่นเอง

เราเจอมาแล้วทั้งข้อหาเสื้อแดง และข้อหาสลิ่ม ข้อหาติ่งปชป มาถึงจุดนี้ก็ ใครจะมองว่าไงก็ตามบาย ไม่ขัดใจ เพราะก็ไม่รู้จะเถียงไปทำไมว่าฉันไม่ใช่ไอ้นั่นไอ้นี่ เพราะจริงๆเราอาจจะเป็นมันทุกข้อหาที่บอกมาก็ได้มั้ง

.

4. we are all naive
คนเราต้องการที่จะรู้สึกดีกับตัวเอง การที่ทำอะไรแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังดีอยู่ จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสำนึกในตัวตน แต่บางทีตรรกะมันก็ไม่ได้ไง แต่อินอะ ไม่รู้แล้วว่าตรรกะมันมึน เราจึงมักได้ยินคนที่ต้องการความสงบแต่กูต้องฉลาดสุดถูกต้องที่สุดด้วยเป็นปรกติในปัจจุบัน

เรามักจะคิดว่าเราฉลาดและดีกว่าไอ้พวกที่อยู่สภา เราได้ฟังข้อมูลมากมาย เราต้องฉลาดแล้วแน่ๆ คือถ้าประชาชนฉลาดกว่าดีกว่ากันจริง คนโง่ต่ำไบ๋คงไม่มีโอกาสได้อยู่ในสภาแน่นอน

ทุกคนมีอุดมคติไปคนละแบบ คนที่อินการเมืองมากๆมักนึกว่าตนเองมองการเมืองอยู่ยืนบนความจริง มองคนอื่นอ่อนต่อโลกแถมอุคมคติสุดกู่

แต่บางที คนๆนั้นอาจจะเป็นคนอ่อนต่อโลกจนทนเห็นโลกไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการไม่ได้ก็ได้

.

5. people as tools
ประชาชนเป็นเครื่องมือของนักการเมือง เป็นเรื่องปรกติ และเป็นได้ อยู่ที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เพราะประชาชนก็ถือเป็นแขนขาของนักการเมืองอยู่แล้ว ส่วนหน้าที่ผู้แทนที่คือรวมหัวเราทุกคนไปพูดแทน คิดแทนว่าเราต้องการอะไร คือร่างกายน่ะ เป็นนายของสมอง แต่สมองทำหน้าที่คิดให้ร่างกาย ซึ่งถ้าคิดแล้วดีกับร่างกายไม่ฝืนร่างกายก็ดีไป แต่ถ้าคิดแล้วฝืนร่างกายจนต้องประท้วงสมอง ก็อีกเรื่อง

.

6. blow their asses off
มีคนเคยถามว่า ถ้ากดระเบิดบึ้มสภาตอนที่นักการเมืองอยู่กันครบ ประเทศชาติจะดีขึ้นไหม เราใช้เวลาคิดประมาณ 1 วินาที แล้วตอบว่า ไม่

เราชอบหนัง V for Vendetta นะในแง่ที่มัน เออ เท่ดีแฮะ แต่เมื่อดูเราก็สงสัยว่า เจ้าหน้ากากขาวนั่นพูดความจริงทั้งหมดไหม รัฐบาลเลวขนาดนั้นจริงหรือเปล่า เราเชื่ออีตาหน้ากาก เพราะอีตาหน้ากากใกล้ชิดกับเรามากกว่า มีฝ่ายประชาชนสนับสนุน หรือเพราะเป็นพระเอกของเรื่องหรือเปล่า การทำลายรัฐบาลมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆจริงหรือ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราคิดว่า หนังก็ตั้งใจทิ้งประเด็นไว้ให้คิดกันเอาเอง

การเมืองไม่ใช่เรื่องของอาคารสภา หรือแค่นักการเมือง ปัญหาการเมืองมันเหมือนพริกในส้มตำ จะเอาออกก็ไม่ใช่จะเขี่ยชิ้นเดียวทิ้งแล้วหายเผ็ด ต่อให้นักการเมืองหายไปทั้งประเทศ ถ้าระบบข้าราชการยังเฟะ คนตามสถานบันต่างๆยังยึดอะไรไม่รู้ mindset ของคนในประเทศยังเป็นเหมือนเดิมๆ นักการเมืองชุดใหม่ก็เข้าอีหรอบเดิม

ก็นักการเมืองไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ที่หลินปิงเคี้ยวทิ้งไว้นี่ เขาก็เป็นคนไทยเหมือนเรานี่แหละ ในเมื่อนักการเมืองกำเนิดขึ้นจากสังคมไทย สังคมไทยเป็นอย่างไร นักการเมืองก็สะท้อนสังคมแบบนั้นโดยไม่ต้องรอให้ทีวีช่องไหนสร้างละคอนสะท้อนให้ดูเลย

.

7. รักษาเพื่อนให้ดี
ข้อนี้เห็น @iannnnn เขียน ก็เขียนบ้าง

เราเคยรู้สึกโดนคุกคาม แซะ กระแนะกระแหน หาเรื่องทะเลาะ จากเพื่อนที่มีความคิดทางการเมืองต่างกันมาแล้ว จนถึงจุดนึงที่รู้สึกว่า นี่มันเกินกว่าจะเรียกกันกว่าเพื่อนแล้วนะ ซึ่งในสายตาเขา เขาอาจจะคิดแค่ว่า กระทุ้งเล่น สนุกๆ เห็นต่างดีนักใช่ไหม เกรียนใส่ซะเลย(บ่อยๆ) ก็ได้ แต่ความเป็นเพื่อนมันไม่ได้แปลว่าจะเป็นเป้าระบายอารมณ์ร้อนรุ่มทางการเมืองใดๆก็ได้นี่ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการถกของอีกฝ่ายมันกลายจากเรื่องหลักการตรรกะมาเป็นตัวเราเป็นเป้ายิงซะงั้น

พอโดนมาเอง และเริ่มตกตะกอนทางการเมืองระยะหนึ่ง เราก็เห็นว่า คนเราควรรักษามิตรภาพกันไว้มากกว่าจะเอาชนะคะคานเรื่องความคิดทางการเมือง ซึ่งโอเคมันเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสนใจ แต่มันจะเต่าถุยมากถ้าเอามาทะเลาะกันแล้วก็เสียเพื่อนหรืออย่างน้อยก็ทำให้เสียความรู้สึกในความเป็นเพื่อนกันไป

.

8.  ตัวเลือกที่แสนน้อย
ณ ปัจจุบัน เรายังมีศรัทธาในตัวคุณอลงกรณ์ คุณชัชชาติ ว่าเป็นคนในพรรคการเมืองที่คิดดีทำดี คุณชัชชาติดูได้ทำอะไรมากหน่อยเพราะอยู่ในตำแหน่งในขณะที่คุณอลงกรณ์ช่วงนี้ดูทำอะไรไม่ได้ ในขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่คนอื่นๆเราไม่มี gut feeling ที่จะสัมผัสได้ว่าจะทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อาจจะไฟแรงแต่คิดอะไรแสดงอะไรออกมาก็ไม่พ้นเงาพรรคการเมืองที่ตัวเองอยู่อยู่ดี ไม่มีอะไรใหม่ให้การเมืองอย่างที่ 2 คนนี้สร้างขึ้นมา

ซึ่ง เราว่า 2 คนมันน้อยไปที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆทางการเมืองจริงๆ พนักงานการเมืองใหม่ก็ทำตัวเหมือนประเทศไทยไม่คิดแบบพรรคนู้นก็ต้องคิดแบบพรรคนี้เท่านั้น แทนที่จะคิดทำอะไรทะลุกรอบออกไป ให้ประชาชนมีทางเลือกใหม่ๆบ้าง ให้ประชาชนเห็นได้้บ้างว่า เอ๊ะ มีทางเลือกที่ 3, 4, 5, 6 นี่นา ก็เออ (ยัง)ไม่มี ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับพนักงานใหม่เข้าไป operate โรงงานเดิม เครื่องจักรเดิมๆ

.

9. คนดี กับคนทำงานได้ดี อาจจะไม่ใช่คนเดียวกัน
ตามอุดมคติแล้ว คนทำงานการเมืองควรจะต้องทั้งมีความดีและมีความเก่งในการทำงานแบบนี้ โชคไม่ดีที่ประเทศไทยมีพนักงานการเมืองที่มีทั้ง 2 สิ่งนี้น้อยมาก และในจำนวนที่น้อยก็ยิ่งมีโอกาสที่น้อยสุดสุดที่จะมีอำนาจขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง และโชคไม่ดีเข้าไปใหญ่ที่พนักงานการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติทั้งสองอย่าง แต่มีคุณสมบัติการเอาตัวเองรอดเป็นเลิศ

ใครๆก็อยากได้หรอก พนักงานการเมืองที่เห็นแก่ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จมอยู่แต่ความดีในอุดมคติอีโก้ของตัวเองแล้วยังทำงานเก่งอีกต่างหากเนี่ย แต่มันมีให้เลือกไหม แล้วถ้ามีจะเลือกไหม

.

10. ไม่มีใครอยากแพ้พ่ายทางการเมือง
เราอาจจะไม่แคร์ว่าใครจะมองว่าเราโง่การเมืองหรือ แต่เราไม่อยากเป็นขี้แพ้ทางการเมือง เลือกใครก็ไม่เคยชนะกันหรอกนะ

เวลาเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ก็จึงพยายามเลือกสิ่งที่หวังว่าจะทำให้ตัวเองอย่างน้อยก็ไม่โหล่ ชนะได้ยิ่งดี (อ่านบล็อก Last Place Aversion เพิ่มเติม) เพราะฉะนั้น คนที่จะมาให้เลือก ก็เลยต้องมี factor ชนะอยู่ด้วย ไม่งั้นให้ดีให้เก่งยังไงก็ไม่ได้รับเลือก แล้วเราก็วนอยู่ในอ่างแบบนี้ แล้วก็ภาวนาให้มีคนดีคนเก่งคนใหม่ๆเข้าวงการการเมืองอีกแหละ

เราอาจจะรู้สึกว่า ถ้าไปเลือกคนที่ไม่น่าจะชนะได้ เสียงของเราจะสูญเปล่า เราว่านั่นเป็นมายาคติชนิดหนึ่งที่นักการเมืองเก่าจับจุดได้และเบี่ยงเบนเราให้เราทำตามที่เขาต้องการ จริงๆถ้าเราไม่เอาเสียงของเราผูกไว้กับความชนะหรือแพ้ เราก็ว่าเสียงของเราก็ไม่เคยสูญเปล่านะ

.

11. ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว สมัยก่อนคือยุคทองผ่องอำไพ
มีความคิดมากมายจากหลายคนที่คิดว่า ถ้าเรากลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้กษัตริย์เป็นใหญ่ ประเทศชาติจะดีกว่านี้ คำถามคือรู้ได้ยังไงว่ามันจะดีกว่า เราว่าคนเราหายูโธเปียให้ตัวเองเสมอ การย้อนกลับไปหาโลกเก่าๆเพราะเหลือทนกับโลกปัจจุบัน ก็เป็นทางหายูโธเปียในแบบหนึ่ง

แน่นอนว่าในหลวงองค์ปัจจุบันพระองค์ทรงทำคุณูปการให้กับประเทศชาติประชาชนมากมายมหาศาล แต่การเมืองเราไม่ได้พูดถึงกษัตริย์องค์นี้องค์เดียว เราพูดถึงความต่อเนื่อง ทิศทางของประเทศชาติไปยาวๆนับร้อยๆปี

แต่ประเทศชาติกว้างใหญ่ กษัตริย์องค์หนึ่งไม่สามารถจะดูแลครอบคลุมทั่วถึงได้อยู่แล้ว มันก็หมายถึงว่าการที่ต้องมีคณะทำงานที่ไม่ใช่กษัตริย์ เหมือนเดิม แล้วเราคิดว่า ทุกคนในคณะทำงานใหญ่นั่น จะเป็นคนดีเห็นแก่ประชาชนอย่างกษัตริย์ทุกคนเหรอ ไม่มีใครเบียดเบียนประชาชน เอาประโยชน์เข้าตัวเลยงั้นเหรอ มันก็ไม่ใช่ และยังตรวจสอบไม่ได้อีกด้วย ในขณะที่ปัจจุบันด่านักการเมืองจนคอแตก ก็ไม่ผิดกฏหมายอะไร

เราอาจจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์คนในรั้วในวัง ผู้ดีเก่าที่ตระกูลรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยก่อนเปลี่ยนการปกครอง เล่าถึงชีวิตอันงดงามมุ้งมิ้ง แต่ประชาชนจำนวนมากที่เป็นเบี้ยเล็กเบี้ยน้อยในสมัยนั้นมักไม่มีโอกาสที่จะเล่าชีวิตของตนในมุมที่ต่างกันออกไป

เราว่าการที่คนไทยเห็นกษัตริย์เป็นที่พึ่งแล้วจะให้พระองค์ทรงคิดตัดสินใจทุกอย่าง take it for granted ว่าพระองค์อัจฉริยะสามร้อยหกสิบองศา ท่านไม่เคยคิดอะไรผิดพลาดเลยยิ่งกว่าแมคไกเวอร์ ท่านรู้ทุกอย่างยิ่งกว่าสารานุกรม ท่านดูแลได้ทุกเรื่องราวกับเป็นกล้องฟูจิโกะ มันดูจะเป็นภาระที่ใหญ่หลวงเกินที่จะให้คนๆเดียวแบกเอาไว้อยู่มาก มาก มาก มาก มาก และมันเป็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริงแล้วว่า ณ ขณะนี้ประเทศไทยไม่ใช่เล็กแบบเอะอะลั่นระฆังฟ้องพ่ออีกต่อไป

ดีแล้วล่ะที่พระองค์ไม่ต้องมาขลุกการเมือง ทำให้พระองค์มีเวลาทำอะไรให้ประชาชนเยอะแยะมากมายเลย

.

12. ล้มเจ้าโฟเบีย
หลายคนๆค่อนข้างจะสติแตกกับการล้มเจ้า และไม่สามารถแยกเจ้าที่รักออกจากสถาบันได้ (ทำให้เรารู้สึกว่า การสอน คอคิด วอวิเคราะห์ ยอแยกแยะ มันจำเป็นกับชีวิตคนเรามากกว่าการ”บังคับ”เรียนรำไทยที่จะทำให้ร่างกายเราเฟร็กซิเบลล์และสำนึกในจอมพลป.พิบูลสงครามกว่ากันตั้งเยอะ)

เราไม่เคยนิยมการกระทำที่ไปด่าไปทำร้ายคนต่างชาติที่เขาจะทำอะไรก็ตามโดยมีติ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับเจ้าที่รัก ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลยอย่างหลายๆเคส เช่น เอาธนบัตรหรือเหรียญไปทำงานศิลปะ เอาเพลงในพระราชนิพนธ์ไปเล่นเพราะว่าไพเราะดี ไม่ได้เพราะรักเจ้าของเรา หรือคนในชาติพูดถึงเจ้า ก็สติแตกหาว่าล้มเจ้าแล้ว

เราไม่ปฏิเสธว่ามีคนที่เกลียดเจ้าอยู่จริงในสังคมนี้ คนเกลียดยังไงเขาก็เกลียด แต่เราก็ยังเชื่อว่า มันไม่ใช่คนส่วนใหญ่ และเขาก็มีที่อยู่ของเขา และเจ้าไม่ได้ล้มง่ายขนาดนั้น และเจ้าหลายๆท่านก็ทันสมัยเข้าใจโลก ท่านก็ทำให้เห็นชัดเจนกันว่า ท่านทำตัวเข้ากับยุคสมัยขนาดไหน ท่านสามารถเนียนไปกับสังคมปัจจุบันได้อย่างไร

เราว่าคนที่ล้มเจ้าตัวจริงก็คือพวกที่สติแตกกับพวกรอบข้างเจ้าที่คอยกะเกณฑ์ให้ชาวบ้านทำอะไรไม่เข้าท่าหรือเอาท์ไปแล้วนี่แหละ รวมถึงตัวเจ้าเองด้วยว่าพวกท่านประพฤติตนกันอย่างไร

.

13. People (dead) first
ความจริงวันนี้ นอกจากประชาชนจะเป็นแขนขาของนักการเมืองแล้ว ประชาชนก็ยังตายก่อนนักการเมืองด้วยจ้ะ พวกนักการเมืองที่ประกาศกร้าวว่ายอมตายๆเพื่อนั่นเพื่อนี่ก็ไม่เห็นจะตายสักคน ก็เห็นแต่เบี้ยนี่แหละที่ตาย

.

14. นักการเมืองเล่นละครกันได้แย่มาก
แอคติ้งของนักการเมืองถือว่าสอบตกอยู่หลายคน ถ้านักการเมืองไปเล่นละครจริงๆ เชื่อได้ว่าเล่นได้ห่วย แข็งเป็นท่อนซุงเถื่อนกันเกือบหมด (ยกเว้นนักการเมืองที่เป็นดารามาก่อน) แถมบทก็แย่ ชอบทำอะไรที่มันขัดแย้งกับเบรกที่แล้วอยู่ตลอด

แต่ก็แปลกที่ประชาชนก็ยังอินกับละครที่เล่นเบ่ยๆบทเห่ยๆแบบนี้อยู่ตลอด

.

15. จิตวิญญาณแบบ 14 ตุลายังไม่เกิดขึ้น
14 ตุลา เกิดได้เพราะอุดมการณ์อันแรงกล้าบวกความไร้เดียงสาเป็นแกนนำ นำไปสู่ความสั่นคลอนของฐานอำนาจ มาถึงบัดนี้ ยังไม่มีกลุ่มชุมนุมไหนที่เกิดขึ้นจาก material แบบกลุ่มนักศึกษา 14 ตุลา และส่วนตัวคิดว่า มันก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่ถ้าเวทีไหนจะเคลมว่ามันเกิดขึ้น เราก็จะขอบอกว่ามันไม่มี

.

16. พวกมากลากไป ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบพวกมากลากไป แม้จะคล้ายกันก็ตาม

พวกมากลากไปคือไม่กี่คนเป็นหัวโจก หัวโจกว่าไงกีกี้กาก้าก็ต้องว่าตามกัน แบบที่พรรคการเมืองและกลุ่มสังคมทั่วไปในประเทศเป็นอยู่ ส่วนประชาธิปไตยคือการที่ทุกคนฟังทุกคน แต่มันเป็นไปไม่ได้ว่าทำได้อย่างที่ทุกคนต้องการ สมมติว่าประเทศชาติคือร่างกาย เซลล์ทุกส่วนอวัยวะทุกชิ้นคือประชาชนและองค์กรประชาชน ลำไส้ใหญ่อาจจะอยากไปซ้าย ต่อมหมวกไตอาจจะอยากไปขวา เซลล์สามแสนเซลล์อยากไปข้างหน้าเฉียงไปหกสิบองศา แต่ท้ายที่สุดร่างกายทั้งหมดก็ต้องไปด้วยกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และทางไหนได้โหวตมากสุด ก็ต้องไปทางนั้นด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่ดีดเอาเซลล์เอาอวัยวะชิ้นที่ไม่ได้โหวตทางนั้นทิ้งไป

ประชาธิปไตยคือระบอบที่ใครโกยได้ก็โกยเอาก็จริง แต่ก็เป็นระบอบที่ทำให้ทุกคนสามารถมีที่ยืน และแสดงความคิดเห็นได้กว้างที่สุดได้

ถามว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วล้มรัฐบาลได้ไหม ส่วนตัวเราคิดว่า ได้ดิ แต่คุณก็ต้องรับและตระหนักถึงผลเสียที่ประเทศมันไม่ก้าวไปไหนเพราะมันไม่มีเวลาให้คนทำงานด้วย

และมันก็ไม่ใช่เรื่อง นี่ไง พวกตูมีมากแล้ว ล้มได้เว้ย เพราะนั่นมันก็คือเรื่องของพวกมากลากไปอยู่ดี

.

17. Heroes and Villains
สมัยก่อนหนังฮีโร่น่ะดูง่าย ฮีโร่นี่มันก็ดีดี๊ดีแบบคนดูไม่ต้องคิดต่อว่าเฮ้ยมันดีจริงหรือเปล่า อีตัวร้ายก็เลวเล้ววววเลวแบบคนดูไม่ต้องคิดว่าเฮ้ยคนบ้าอะไรจะเลวบัดซบขนาดนี้ รวมไปถึงละครทีวี นิยาย นิทานด้วย เดี๋ยวนี้หนังฮีโร่ก็ซับซ้อนขึ้น ตั้งคำถามกลับมาถึงคนที่ไม่ได้ถูกแปะหน้าว่าฮีโร่หรือตัวร้ายมากขึ้น

โลกของตัวดีและตัวร้ายที่เราคุ้นเคย ทำให้เรามองเห็นโลกง่ายๆว่า เพราะมีตัวร้าย โลกมนุษย์เลยร้าย ก็ต้องมีตัวดีออกมาช่วยโลกมนุษย์ ส่วนประชาชนคนดีไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ต้องตามไปชูป้ายไฟให้ตัวดี คืออีประชาชนนี่ไม่รู้เป็นตัวอะไร รู้แต่เป็นส่วนที่แยกออกมาจากอีตัวร้ายกับอีตัวดี

แต่โลกเรามันไม่ได้แยกแบบนั้น มันไม่ได้มีฮีโร่ ตัวร้าย และประชาชน สามฝ่ายงี้ ประชาชนทุกคนเป็นฮีโร่ได้ เป็นตัวร้ายได้ หรือเป็นทั้งฮีโร่และตัวร้ายในหลอดเดียวกันก็ได้

และคนที่ยึดถือเอาความดีเป็นหลักในการกระทำทั้งหมด ก็ใช่ว่าจะเป็นฮีโร่เสมอไป

.

18. Tip of the Iceberg
เรื่องอำนาจเป็นเรื่องซับซ้อน ประเทศไทยก็ไม่พ้นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ประชาชนรู้ มักจะเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ที่เห็นว่าใหญ่โต มันเป็นเพียงจึ๋งนึงของส่วนที่เหลือใต้น้ำเท่านั้น เรื่องการเมืองเราเห็นนักการเมืองอยู่แค่นี้ แต่ข้างหลังฉากมันยังมีผู้คนที่เกี่ยวพันอีกมากมายก่ายกอง ไม่ต่างอะไรกับละคอน เราก็วิจารณ์ได้เพียงสิ่งที่เราเห็นแค่หน้าฉากเท่านั้นแหละ แต่นั่นก็เป็นสิทธิของเราที่จะวิจารณ์ เพราะเราเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากหน้าละคอนนั้นเต็มๆ

รู้สึกเดี๋ยวนี้วงในเรื่องการเมืองนี่เยอะมาก จากประสบการณ์ อีวงในเนี่ย ถ้าข้อมูลไม่แม่น ก็มั่วไปเลย อย่าลืมว่าข้อมูลที่เราได้จากวงใน มันก็เหมือนข้อมูลที่เราได้จากมดตัวหนึ่งที่เกาะขาช้างอยู่แล้วอธิบายเราว่าช้างมีลักษณะเป็นยังไง สัมผัสจริงไหม สัมผัสจริง แต่ถ้วนทั่วไหม อาจจะไม่ก็ได้

.

19. รัฐประหาร 2549
เป็นอะไรที่เรายืนยันมาตลอดว่า ห่วย

ห่วย ในที่นี้ คงต้องบอก context ด้วยว่า ใน context ของการเดินประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเสียเลือดเสียเนื้อกันมามากมายเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหลุดจากอำนาจเผด็จการทหารที่ไม่เห็นหัวประชาชนหรือแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน แล้วอยู่ๆก็มีทหารมาบอกว่า มา คิดแทนให้ ล้มๆๆ พอๆๆ แล้วสุดท้ายก็มา “อุ๊บส์” ในภายหลัง

ที่เบ่ยก็คือ ดันมีคนเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ไปขอบคุณทหารด้วยนี่สิ

อาจจะมีใครหลายๆคนคิดว่า ก็ถ้าไม่มีใครสะเออะไปยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ต้องมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นหรอกเว้ย ซึ่งจำนวนมากเป็นคนๆเดียวกับที่คิดว่าประเทศควรกลับไปใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทราช

คงไม่บอกว่าถูกหรือผิดที่ไปยึดอำนาจกันมา แต่จะบอกว่า อยู่กับปัจจุบันเถอะ อยู่กับระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ แล้วให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะปกครองตนเอง เรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าๆกันเถอะ

.

20. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด
บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรา และคิดว่าทักษิณแม่งเป็นจุดเริ่มต้นทุกสิ่งอันอัปมงคลบ้านเมือง ส่วนเรากลับคิดว่า สิ่งที่เกิดในบ้านในเมืองนี้ มันเกินขอบเขตจากสาเหตุหนึ่งเดียวคนนี้ไปเยอะมาก

ยกตัวอย่างการชุมนุมปิดสะพานมัฆวานรังสรรค์ และปิดนู่นปิดนี่รัวๆจากเสื้อสีนั้นสีนี้ มันก็เป็น case study และเป็นสิ่งที่เราก็เห็นตั้งแต่ปิดสะพานวันแรกแล้วว่า มันจะนำไปสู่การปิดถนน ปิดนู่นนี่ในอนาคตอีกมาก เพราะกระจกมันได้เริ่มแตกแล้ว และไม่มีใครซ่อมซะด้วย (อ่านบล็อก ทฤษฎีกระจกแตก)

การปิดสนามบิน การปิดแยกราชประสงค์ มันก็เป็น consequence จากกระจกที่แตกแล้วนั่นแหละ

วันนี้จึงไม่ต้องแปลกใจกับม็อบสวนยางปิดถนน และอื่นๆที่จะตามมาในอนาคตอีกนับไม่ถ้วน

การป้ายสีว่าทุกอย่างเป็นเพราะทักษิณ จึงเป็นข้อหาที่ปัดความรับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเองจนเกินไป และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับสังคมที่ทุกคนควรปกครองตัวเองเป็น

.

21. 112
ยังไงเสีย พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ก็ถือเป็นบุคคลพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน เราไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไร ถ้าจะมีกฏหมายพิเศษขึ้นมาปกป้องกลุ่มบุคคลพิเศษนี้ เพียงแต่อาจจะต้องมาปรับแก้เพื่อลดช่องโหว่ และทำให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าแตะปั๊บแล้วมีคนสติแตกชี้หน้าด่าว่าล้มเจ้างี้ (กลับไปอ่านข้อ 12 อีกรอบ)

เราอยากให้สถาบันเจ้ายังอยู่ไปพร้อมๆกับอยากให้ไม่มีอากงคนที่2เกิดขึ้นอีก

.

22. ไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.นิรโทษกรรมตีสี่

.

นี่คือพยายามคิดให้ครบ 22 ข้อแล้วพอละ จบ.

เก้าอี้ง่ายๆแต่ฉลาด

วันนี้ไปเจอเก้าอี้ตัวนึงที่ร้าน Alto Coffee เมกะบางนา เห็นแล้วก็ เออ น่ารักดี

image

แต่สะดุดตรงที่แหว่งเป็นครึ่งวงกลมมุ้งมิ้งที่พนังพิง สักแป๊บก็อ๋ออ

image

เขาเอาไว้เพื่อการนี้นี่เอง

นับว่าเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานแบบเข้าถึงรายละเอียด และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเรียบง่าย สื่อความหมายได้ง่าย คนเดินห้างหรือไปที่สาธารณะ ก็ต้องสะพายกระเป๋า โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี วิธีปรกติในการนั่งเก้าอี้แบบนี้ก็คือ ไม่เอากระเป๋าไว้บนตัก ก็ต้องเอาไปไว้ข้างหลังเบียดพื้นที่นั่งอีก จะพาดไว้ที่พนักพิงก็พาดไม่อยู่

การบากพนักพิงลงไปง่ายๆแบบนี้จึงเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับปัญหานี้แบบได้ถ้วย และค่อนข้างมั่นใจว่า คนออกแบบน่าจะเป็นคนที่สะพายกระเป๋าซึ่งเจอปัญหานี้ทั่วไปอยู่แล้วเช่นกัน

แต่ถ้าแขวนกระเป๋าไว้ในที่ๆมีคนเดินผ่านข้างหลัง ก็เสี่ยงดวงกันเองเนะ

Usability ในการเผือก กระทู้พันทิป

เขียนไวไว

 

ตั้งแต่เว็บไซต์พันทิป.คอม pantip.com ได้แปลงโฉมใหม่ เราก็รู้สึกว่า อะไรๆก็ดูเข้าที่เข้าทางขึ้น แม้ว่ามันจะยังไม่คุ้นชินในการใช้งาน และไม่ได้เป็นแฟนประจำที่เข้าเว็บเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็จะกดกระทู้ที่มีคนแชร์มาในเฟซบุคบ้าง ทวิตเตอร์บ้าง

สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เราพบว่า กระทู้พันทิปดีขึ้นมากๆๆ ก็คือ ปัญหาคลาสสิคคู่พันทิปที่เรียกว่า กระทู้ด๋อย ก็ยังไม่มีบังเกิดให้เห็นคาตา แม้ว่าดราม่าจะยืดยาวขนาดไหน และประสิทธิภาพในการโหลดกระทู้ก็ดีขึ้นมาก

วันนี้ ในวันที่พันทิปมีกระทู้ดราม่าแห่งชาติ แรงเผือกยิ่งกว่าแรงเงา ถ้าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดจริง อ่านกระทู้นี้ปั๊บนี่ ไม่ต้องอ่านไปอีกหลายสิบชาติเลยนะ เราว่า กระทรวงศึกษาควรจะดูงานกระทู้นี้เอาไว้ ว่าอะไรทำให้คนไทยลุกขึ้นมาอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งข้อสังเกต สืบค้นข้อมูล ตรวจสอบความเห็นเล็กๆน้อยๆ ได้อย่างไร ทำไมหนังสือเรียนทำไม่ได้ ทำไมครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนทำไม่ได้

นอกจากเรื่องราวในกระทู้นั้นแล้ว ในเรื่องการใช้งาน ก็ยังมีที่น่าสนใจอีก เท่าที่เราลากอ่านผ่านๆ เราพบว่า มีบางคนที่บ่นเรื่องความไม่สะดวกในการรับรู้ทำความเข้าใจและเก็บรายละเอียดในกระทู้ (a.k.a เผือก) ด้วย mechanism ในการอ่าน ก็เลยทำให้เราสนใจขึ้นมา ซึ่งเราจะแยกเป็นข้อหลักๆด้านล่างนี้

 

1. ความเห็นย่อยคือขุมทรัพย์

ตามปรกติ โครงสร้างของกระทู้ที่เป็นอยู่ เราว่าก็ค่อนข้างอำนวยในการอ่านประมาณหนึ่ง โดยเฉพาะการอ่านแบบ sequential อ่านรับรู้ข้อมูลเอาใจความหลักไปเรื่อยๆ อ่านชิลๆ แต่พอเป็นเรื่องเผือก หรือเรื่องดราม่าปั๊บ ความต้องการก็จะแตกต่างกันแล้ว

pantiptaro01

ความเห็นย่อยที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะมีความเห็นย่อยมากขนาดไหนในกระทู้ ทุกอันจะถูกซ่อนไว้ให้กดเปิดอีกที ซึ่งในการโหลดนั้น มีประสิทธิภาพดี และจริงๆก็มี gimmick นิดๆให้รู้ว่า มีบางอย่างไม่ธรรมดาในความเห็นย่อย จากการที่จำนวนความเห็นย่อยของความเห็นหลักนั้นมีจำนวนมากผิดปรกติ จนต้องกดไปดูมุงอะไรกันอยู่

แต่นั่นก็หมายความว่า จะต้องมีคนอุทิศเวลาสำรวจความเห็นย่อยก่อน แล้วไปเจอขุมทรัพย์เข้า (ขุมทรัพย์ในที่นี้คือ ข้อมูลที่สำคัญ หรือที่ทำให้เงิบ หรือเป็นจุดพลิกผันของดราม่า) จึงเริ่มออกความเห็นมุงๆ ให้เราได้สังเกตเจอจำนวนความเห็นย่อยที่น่าสนใจอย่างที่บอก แต่ถ้ายังไม่มีใครสังเกตพบขุมทรัพย์ที่แอบมาหยอดซ่อนอยู่ ก็มีวิธีเดียวคือต้องกดดูความเห็นย่อยของความเห็นหลักทุกอันไปเรื่อยๆ และไม่ใช่การสำรวจครั้งเดียว ต้องสำรวจซ้ำหลายครั้งด้วยเผื่อมีคนมาแอบซุกขุมทรัพย์ไว้ทีหลัง

Top comment นั้นมีประโยชน์ในการใช้ประมาณหนึ่ง สำหรับกระทู้ที่มีข้อมูลเด็ดดวงอยู่ที่ไม่กี่ความเห็น แต่ถ้าข้อมูลซัมมอนมาจากหลายๆคน คนละนิดคนละหน่อย เช่นกระทู้นี้ การใช้ top comment อาจจะไม่พอเพียง และอาจจะทำให้สับสนกับ timeline ด้วย (และเข้าใจว่า top comment ใช้ไม่ได้กับความเห็นย่อยด้วยรึเปล่านะ?)

 

2. โหลดหน้า 

pantiptaro02

การโหลดทีละหน้า เป็น feature ที่มีคุณูปการในการโหลดกระทู้เป็นอย่างมาก

แต่ในกระทู้ที่ผู้คนกระหายใคร่เผือกต่อเนื่องแบบกลับมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า การที่ยังไ่ม่มี bookmark ปักหมุด หรือจำเองว่าอ่านถึงไหนแล้วและสามารถเปิดกระทู้มาใหม่โดยเริ่มต้นตรงที่อ่านล่าสุดได้ หรือต้องการการเผือกสืบเนื่องที่ความเห็นใดความเห็นหนึ่งท่ามกลางความเห็นกว่า 2,000 อันนั้น

 

3. expectation ของคนอ่าน

คนอ่านและคนเข้ามาใช้งานแต่ละ level ก็ไม่เหมือนกัน

คนอ่านครั้งแรก > อะไรๆ เรื่องราวเป็นยังไงเหรอ?
– highlight อยู่หนายยยย

คนอ่านรอบต่อไป > เออ รู้เรื่องแล้ว แต่อยากเก็บดีเทลและติดตามอัพเดทอะ
– ปักหมุด/highlightให้คนรุ่นหลังอ่านซะ/มีอะไรupdateในความเห็นที่อ่านผ่านไปแล้วหรือเปล่า

คนหยอดข้อมูล > หยอดตรงไหนก็ได้ ขอให้คนเห็นละกัน
– คอมเมนท์ใต้ความเห็นนี้น่าจะเวิร์กสุด แต่จะเห็นกันไหมนะ

 

 

สรุปคร่าวๆ สำหรับการทำกระทู้เพื่ออำนวยความสะดวกในการกินมาม่า (มากขึ้น) ที่เกี่ยวกับ 3 ประการข้างบนนี้ ก็คือ

1. คงความเป็น timeline เอาไว้ ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดในกระทู้เป็นเรื่องสำคัญ
2. ทำความเห็นให้  transparent ไม่ต้องกดเยอะเกิน ข้อมูลอะไรที่ซ่อนอยู่ในหน้า ต้องกดเพื่อดู แปลว่ามันสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่แสดงชัดอยู่ในหน้า เช่น ความเห็นย่อย ซึ่งในหลายๆกระทู้อาจจะเป็นไฮไลท์ได้
3. differentiate ความเห็นในลักษณะต่างๆ เช่น ความเห็นที่อยากเรียกคนอื่นมามุงเยอะๆ ความเห็นนี้สำคัญกับตัวเอง ความเห็นที่ตัวเองโพสต์ เป็นต้น
4. personalise การอ่านกระทู้ของแต่ละคน เช่น การปักหมุด การเลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องการ

 

ตัดจบ.

ประสบการณ์การใช้งาน กล้อง Canon Powershot N ของข้าพเจ้า

 

ติดไว้นานแล้วว่าจะรีวิวกล้องตัวล่าสุดที่ซื้อมาใช้เล่น มีนามว่า Powershot N ของค่าย Canon นี่เอง

กล้องกระทัดรัดตัวนี้เพิ่งเข้าไทยได้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (ปี 2556)
จุดประสงค์ของการซื้อมาใช้ก็คือ ช่วยแก้ปัญหาความกากของภาพจากมือถือที่มีอยู่ โดยที่ไม่เป็นภาระเพิ่มที่มากเกินไป

จุดเด่นของมันก็คือ ความเบากระทัดรัด น่ารักน่าใช้นี่แหละ รูปข้างล่างนี่ ถือโดยไม่ต้องเกร็งนิ้วอะไร เอานิ้วถือได้โดยที่เส้นเอ็นยังไม่ปูดมากขึ้นกว่าเดิม

canonpowershotn008

Read more…

iPhone 4 กับ Galaxy Note 2 ในทรรศนะของข้าพเจ้า

ใช้ Galaxy Note 2 มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว โดยที่ยังใช้ iPhone4 ของเดิมอยู่ คิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่อยากรู้ว่า สองตัวนี้ มันแตกต่างกันอะไรยังไง ก็เลยมาอัพบล็อกเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานกันจ้ะ
จะอัพให้เป็นข้อๆ จะได้อ่านได้นะ สป๊งสเป๊กอะไร บล็อกนี้ไม่เขียนนะ เอาจากฟิลลิ่งและประสบการณ์ล้วนๆ

Read more…

Loyalty อันว่าความจงรักภักดีของลูกค้า

วันนี้คุ้ยๆโต๊ะแล้วเจอว่ามีเนื้อหาจดในเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง
ซึ่งไปจดมาจากเว็บหรือหนังสือเล่มไหน ก็ดันไม่ได้จดไว้ด้วย จดไว้แต่เนื้อหา
อ่านดูเข้าท่าดี ไม่อยากขยำทิ้งเลยผ่านไป ก็เลยเอามาบันทึกไว้ตรงนี้ด้วย
(ขออภัยแหล่งที่มา ที่ไม่สามารถระบุได้จริงๆ)

 

เมื่อเรานึกถึงลูกค้าประจำ เรามักจะคิดว่า ลูกค้าประจำแต่ละคนก็เหมือนๆกันแหละ ก็เอาตังมาให้เราเหมือนกัน
แต่จริงๆแล้ว การเป็นลูกค้าประจำ มันแบ่งได้เป็นสองประเภท นั่นคือ

1 Behavioral Loyalty
คือ การมาเป็นลูกค้าประจำด้วยพฤติกรรมหรือความเคยชิน เช่น ทำงานอยู่ออฟฟิศข้างบนตึกเดียวกัน อยู่แถวบ้าน ทางผ่าน สะดวก หาใครที่ดีกว่าไม่ได้แล้ว ฯลฯ

2 Attitudinal Loyalty
คือ การมาเป็นลูกค้าที่อยากกลับมาอีก เพราะมีความพึงพอใจกับเรา ซึ่งอาจจะอยู่ไกลจากเราคนละมุมเมือง หรือผ่านมาเจอ ก็ได้
การเป็นลูกค้าประจำด้วยพฤติกรรม แต่ไม่ได้มีความพึงพอใจ จะทำให้เป็นลูกค้าที่ไม่ยั่งยืน
ส่วนการเป็นลูกค้าที่อยากกลับมาหาเรา แต่ไม่ได้มาเป็นประจำ จะทำให้เป็นลูกค้าที่ไม่ทำรายได้ให้เรานัก

ลูกค้าประจำนั้น ไม่ใช่ทุกคน ที่จะทำรายได้กำไรงามๆให้เรา
และลูกค้าประจำที่ทำรายได้งามๆให้เรานั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เราควรเก็บไว้

 

ดังนั้น ลูกค้าประจำที่เราควรเก็บไว้ ก็ควรจะมีคุณสมบัติ มาใช้บริการประจำ จ่ายแต่ละครั้งก็ทำให้เราได้กำไรดี รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตด้วย และที่สำคัญก็คือ ทัศนคติที่ดีกับเรา

 

ลูกค้าประจำของคุณเป็นลักษณะไหนกันบ้าง ว่างๆลองสังเกตเล่นๆ เพื่อลองปรับกลยุทธ์ดูก็ได้นะ

อย่าลืมคิดค่าคิด

ปัญหาเรื้อรังในวงการเพลงที่เราได้ยินมาเป็นสิบปี นับตั้งแต่แวมไพร์ระบาด ก็คือ
ต้นทุนของเพลง เท่ากับค่าผลิตซีดีแผ่นหนึ่ง บวกปกนิดหน่อย
แม้แต่คนที่มีการศึกษา จบปริญญา จบด็อกเตอร์ ในประเทศนี้ ก็ยังคิดแบบนี้กันเยอะแยะ

เราเดาเอาว่า การที่เรายังไม่ได้หลุดจากยุคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
ทำให้เราคิดค่าแรงโดยถือเอาชั่วโมงการทำงานเป็นหลัก
ในหนึ่งชั่วโมง เราต้องผลิตให้ได้เท่านี้ๆ
ซึ่งมันทำได้ ถ้าไม่ต้องใช้สมอง มีระบบพร้อม เครื่องจักรพร้อม
เมื่อเราเขยิบมาในยุคที่งานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้สมองในการหาโซลูชั่น
ค่าสมองก็ยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่แม้แต่คนทำงาน ก็อาจจะยังมองข้าม
ยิ่งในกลุ่มคนที่ไม่นิยมการเป็นคนบุกเบิก แต่เป็นคนเดินตามอย่างใกล้ชิดติดเทรนด์
อะไรสำเร็จก็ค่อยเลียนแบบก็แล้วกัน
จะทำอะไรก็ต้องมีตัวอย่าง เคสของชาวบ้านเขาเคยทำมาแล้วที่นั่นที่นี่
ไม่งั้นคนจ้างก็จะไม่ทำ หรือคนรับจ้างก็ไม่กล้าเสนอ
ทำให้ค่าสมองยิ่งเป็นสิ่งที่แสนแพงและไม่จำเป็น

ซึ่งมันก็ทำให้คนที่เขาตั้งใจคิดงานจริงๆด้วยทั้งประสบการณ์ ความสามารถ และความใส่ใจ
ขาดทุนในงานนั้นๆ

เวลาที่เรา propose ลูกค้า แม้แต่งานที่ต้องใช้หัวคิดเป็นหลัก
เราก็มักจะคิดค่าแรงที่คำนวณตามชั่วโมงที่ทำงาน และต้นทุนที่จับต้องได้ แล้วก็เผื่อภาษีไปอีกนิดหน่อย
เรามักไม่กล้าที่จะใส่ค่าคิดลงไป ไม่ว่าจะใส่แบบเนียนๆ หรือใส่แบบโต้งๆ ก็ตาม

มันไม่ได้หมายความว่า งานที่ใช้หัวคิด ห้ามจำกัดเวลาในการคิด
แต่ในงานที่ต้องใช้การค้นคว้า วิเคราะห์ คิดหาคำตอบอย่างสร้างสรรค์
แน่นอนที่มันจะไม่เหมือนการโกยๆอะไรใส่เครื่องจักรแล้วมันก็ออกมาเป็นกระป๋องตามจำนวนที่กำหนด
การจะให้ลูกค้าตระหนักถึงค่าสมอง ค่าประสบการณ์ ของเรา เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่ามันมีอยู่ในค่างาน
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าต้องคิดค่าคิด ลูกค้าเราก็จะไม่เห็นเหมือนกัน

การที่มีค่าคิดใน quotation ของเรา ถึงแม้มันจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแพงและอยากเอาออก
แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เขารู้แล้วล่ะว่า ในโลกนี้ ความคิดก็มีราคา

ส่วนอยากจะให้ลดราคาค่าความคิดหรือไม่ ก็เป็นเรื่องต้องว่ากันอีกที

%d bloggers like this: