trumpcover

ใช่แล้ว ในนาทีนี้ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ออกมาแล้ว และเห็น ๆ กันอยู่ว่า ใครชนะ

หลาย ๆ คนตกตะลึง ไม่คิดจะเชื่อเลยว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่า กักขฬะแมน (แต่รวยสุดซากกระชากไตไม่ลืมหูลืมตา) จะได้เป็นประวัติศาสตร์บทใหม่ของผู้นำสหรัฐอเมริกา

หลาย ๆ คนสมน้ำหน้าที่ประเทศจอมเผือก (โดยภาพรวม) สุดท้ายก็ตายน้ำตื้น

ในฐานะที่เราเป็นหมอเดา ทายเงียบ ๆ ในใจว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐในแต่ละครั้ง และในฐานะที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศและไม่เคยได้นายกที่ถูกใจ  ไล่ยันไปผู้ว่า สก สข ล้วนแต่ไม่ถูกใจ เรียกว่า ลิ้มชิมรสชาติแห่งความผิดหวังด้านการเลือกตั้งมามากมาย ก็ทำให้เราเห็นแนวโน้มและธรรมชาติในการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนในประเทศตัวเอง และการลงคะแนนเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ประมาณหนึ่ง ก็ได้ความประมาณนี้

๑.

เอาจริง ๆ การวิเคราะห์การเลือกตั้งของประชาชน ไม่ค่อยจำเป็นต้องเอารายละเอียดมาตีทีละประเด็น เพราะน้อยคนนักที่จะเลือกใครหรือไม่เลือกใครด้วยความยิบย่อย แค่เหม็นหน้าก็ไม่เลือก แม้ว่านโยบายจะสวยหรูดูทะลุปรุโปร่งมาเป็นแฟ้มอย่างไรก็ตาม

อาจจะมีคนที่มีการศึกษามาก ๆ ปฏิบัติตนอย่างสมควรจะปฏิบัติในสังคมปัญญาชน ให้โอกาสด้วยการอ่านรายละเอียดทั้งหมด และแย้งไปเป็นประเด็นย่อย ๆๆ

แต่นั่นแหละ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจอย่างนั้น

๒.

รายละเอียดคือฟางเส้นที่อาจจะสุดท้าย สำหรับสิ่งที่กำลังง่อนแง่นหรือแบกแอ่นเต็มแก่ แบบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โป๊ะแตกทีพังคืน

แต่ไม่ใช่กับการตัดสินใจที่มีเวลาคิด

ขอให้มี overall concept ที่โดน หรือ keyword ที่ใช่ ผู้คนก็พร้อมจะไปด้วยหรือไม่เอาด้วย เช่น

“ไม่เลือกเรา เขามาแน่”

พอมันโดน รายละเอียดค่อยว่ากัน เอาเป็นว่าขาลงไปข้างนึงแล้ว ฉะนั้น การตีโจทย์ว่าตัวเองเป็น target กลุ่มไหน แล้วกลุ่มนั้น ต้องการอะไร แล้วก็ big idea ตู้มเข้าไป เอาให้มัดใจมหาชน ถ้า big idea แป้ก รายละเอียดเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยช่วยนัก

๓.

เล่นการเมือง ต้องสุดโต่ง

ไม่ต้องทำให้คนชอบในตัวคุณ แต่ทำให้คนนั้นมีความหวังอะไรบางอย่าง อย่างโอบามา ฮีมาพร้อมกับจุดความหวังให้ประชาชน จึงได้รับเลือกถึงสองสมัย จนถึงตอนนี้ ถึงแม้จะมีอะไรที่โอบามาทำแล้วแย่ แต่ฮีก็ยังดูเป็นผู้ให้ความหวังได้อยู่ดี

สิ่งที่ทรัมป์ต้องการ ไม่ได้ต้องการให้คนมาชอบตัวตน แต่ต้องการให้คนมีความหวังที่คนอื่นให้ไม่ได้ ซึ่งตรงความกักขฬะแมนที่มี มันก็กลับส่งเสริมกับกลุ่มเป้าหมาย ทำนองว่า กักขฬะไม่สนลมสนฟ้าขนาดนี้ นโยบายก็คงไม่ต้องตามใจใคร ประกาศอยากทำอะไรก็คงจะทำไป คัยแคร์ ซึ่งผู้เลือกก็อยากให้ทำอยู่แล้วด้วย ก็น่าจะมีความหวังเพิ่มว่าจะไม่แป้ก

ซึ่ง เอาจริง ๆ เราก็ว่า ถ้าเกิดนางจะเปลี่ยนใจไม่อยากทำอะไรอย่างที่ประกาศ นางก็คงจะ คัยแคร์ เหมือนกัน

ตรงข้ามกับคลินตัน ที่เอาตรง ๆ ก็ไม่ได้ให้ความหวังอะไรใหม่ ๆ กับประชาชน เราเชื่อว่าคนที่เลือกแบบ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ก็น่าจะมีเป็นจำนวนมาก ในเมื่อกลุ่มเลือกทรัมป์ไม่ได้เห็นประโยชน์ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ตนจากคลินตัน แล้วทำไมต้องเลือกคลินตัน

๔.

การโจมตีทรัมป์ในเรื่องตัวตน จึงไม่ได้กระทบนางเท่าไหร่ ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนทั้งหลาย แม้ว่าจะเป็นทั้งสื่อใหญ่ ดาราดังคับโลก ก็ตาม ก็เห็นจะมีอิทธิพลไม่มากนักกับการที่จะทำให้คนเลิกเลือกทรัมป์

เพราะสาระในการเลือกทรัมป์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น แม้ว่า โอเค ดูจะมีจุดเชื่อมโยงในมุมมองของฝ่ายต้านว่า กักขฬะขนาดนี้ ถ้าบริหารประเทศขึ้นมาจะขนาดไหน

และครั้งนี้เรากลับมองว่า ฝ่าย conservative กลับเป็นฝ่ายที่ต้องการอะไรใหม่ ๆ บ้าง ไม่ใช่กลับไปที่เดิมด้วยนะ เพราะอย่างทรัมป์นี่เอาจริง ๆ เรียกว่าเปิดศักราชหมวดหมู่ใหม่ของประธานาธิบดีในโลกนี้ได้เลย คือใหม่มาก มากจนเรานึกภาพได้เพียงเลือนลางว่านางจะพาประเทศนางไปแบบไหน

เพียงแต่การสนับสนุนให้ทหารบริหารประเทศอย่างบ้านเรา เราไม่ถือว่าเป็นความต้องการใหม่ ๆ แบบที่สหรัฐเขาเป็น

บ้านเราฝั่งดาราเซเลบ ฝั่งสื่อ จะเป็นฝั่งที่ค่อนข้าง conservative เพราะสังคมมันยังเป็นแบบนั้นอยู่ กลุ่มนี้จะมีอิทธิพลต่อประชาชนค่อนข้างมาก และ conservative ฝั่งบ้านเรา จะผูกปิ่นโตกับเรื่องคุณธรรม ศีลธรรมมากกว่า และด้วยความมีสิทธิมีเสียงในสังคมมากกว่า จึงเคลมคุณธรรมฝั่งตนได้ดังกว่า แต่ conservative ฝั่งนู้น มันเป็นเรื่องความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ผลประโยชน์

๕.

ในระบอบประชาธิปไตย เราจะไม่ได้ผู้นำที่ดีไปกว่าประชาชนโดยรวม – มีหลาย ๆ คนเคยว่าไว้

คือถึงมีคนที่พร้อมแทบทุกด้าน ฉลาด มีอุดมการณ์ ดูตั้งใจทำงานจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกเขา

เพราะประชาชนเลือกตัวแทนเพื่อตัวเอง ฉะนั้น ถ้าแพ้ คนนั้นก็จะรู้สึกไม่มีที่ยืนให้กับเสียงของเขาในสังคม คนถึงมีแนวโน้มที่จะเลือกคนที่อยากเลือกที่สุดที่จะแพ้น้อยสุดด้วย ในการระดมเสียง ก็ทำได้ง่ายกว่า

กรุงเทพก็เลยน้ำท่วมทั้งวันทั้งปี สกปรกอยู่อย่างนี้ กล้องวงจรปิดเสียบ้าง เก๊บ้าง

เราแลกความพังในชีวิตประจำวันกับ big idea โดยไม่อยากจะรู้ตัวว่า
ประชาชนนั่นเองที่มีส่วนทำให้คนที่ดีมีความสามารถจริง ๆ ไม่มีที่ยืนในการทำงานเพื่อประชาชน

๖.

ชีวิตของประชาชนในเหล่ารัฐสีน้ำเงิน กับรัฐสีแดง มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคนละแบบ รัฐสีน้ำเงินได้ผลประโยชน์จากชาวต่างชาติและผู้อพยพค่อนข้างมาก ในขณะที่รัฐสีแดงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น

ผู้อพยพเป็นปัญหาของประเทศหลาย ๆ ประเทศ และเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่ม conservative ค่อนข้างเป็นตัวเป็นตน แม้ว่าจะมีหลาย ๆ คนบอกว่า สองร้อยกว่าปีก่อนอเมริกาก็ประกอบด้วยผู้อพยพล้วน ๆ แล้วตอนนี้จะมากีดกันผู้อพยพทำไม คือมันก็เหมือนถามประมาณว่าสองร้อยกว่าปีที่แล้วยังไม่มีประเทศไทยแล้วทำไมตอนนี้เราไม่ญาติดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

คือมันสองร้อยกว่าปีมาแล้วอะ คนที่ตระกูลเขามาตั้งแต่ร้อยสองร้อยปีก่อนเนี่ย เขาก็สำนึกว่าเขาเป็นคนเมกันแล้วมั้ย เอาแค่ช่วง 1930-1945 ก็ได้ ตระกูลที่อพยพมาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ก็เป็นคนเมกันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ทั้งนิตินัยและพฤตินัย

ฉะนั้นเราจะไปเอาสาระอินเดียนแดงอะไรตั้งแต่ปูนนู้น มันก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องตอนนี้ละ

ทีนี้ คนที่อพยพมาหลังจากนั้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ นี่ล่ะ ที่เป็นปัญหา แล้วก็เลยลามไปถึงพวกที่อพยพมาหลายเจเนอเรชั่นแล้วแต่เชื้อชาติพันธุ์ยังอีโวรูปร่างหน้าตาภายนอกให้เป็นฝรั่งไม่ทัน

ปัญหาไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาชญากรรมและความที่ระเบียบในสังคมเก่าโดยรบกวนเท่านั้น ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ว่าที่ไหนอันตรายมากขึ้น คนในสังคมนั้นก็มีความสุขน้อยลง ปัญหาหลักคือการที่ประชาชนในประเทศเสียผลประโยชน์ โดนลดทอนโอกาส เพราะต้องแบ่งโอกาสนั้นให้กับผู้ที่อพยพมาใหม่ด้วย ปัญหานั้นเกิดมากขึ้นเมื่อทรัพยากรมีจำกัด เศรษฐกิจในประเทศอพยพหรือประเทศล่าอาณานิคม ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนสมัยก่อน

แนวคิด conservative จึงไม่ได้เกิดจากการที่เห็นว่าหน้าตาผิวพรรณไม่ใช่พวกเดียวกับตนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่”คิดว่า”ถูกแย่งทรัพยากรไปโดยไม่รู้สึกว่าแฟร์อีกต่างหาก ประชาชนก็ถึงรู้สึกว่า ทำไมประเทศตัวเองแต่ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ

ไม่เพียงแต่ผู้อพยพ แต่รวมไปถึงสิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา อีกด้วย

๗.

ในขณะที่รัฐสีน้ำเงิน ถ้าไม่ได้กลุ่มผู้อพยพหรือรับแรงงานต่างชาติ ก็คงไม่ขับเคลื่อนได้ขนาดนี้ จึงมีแนวความคิดที่ค่อนข้างเป็นสากล ไม่ค่อยแบ่งแยกเขาเรา เพราะมีผลประโยชน์เอื้อต่อกัน จะกั้นกำแพงทำซากอ้อยอะไร

รัฐสีแดง ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ ต้องขับเคลื่อนอีกแบบ มีความหวังอีกแบบ ซึ่งโอบามาทำได้ โอบามาจึงได้เป็นประธานาธิบดี

๘.

ฐานเสียงของทรัมป์เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในทางเลือกของตน

แม้จะดูว่าคนที่เสียงดังและพูดเยอะกว่าจะเป็นฐานเสียงของฮิลลารี แต่นี่แสดงให้เห็นพลังเงียบตัวจริง ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกับคนไม่เอาหรอก วัดกันวันเลือกตั้งไปเลย ยิ่งโพลออกว่าทรัมป์เป็นรอง ดาราออกมาด่าไม่ยั้ง สื่อบางสื่อต้านเต็มที่ ก็ยิ่งทำให้คนที่สนับสนุนทรัมป์มีความมุ่งมั่นมากขึ้นไปอีกในการลงคะแนนเสียง

คนที่เลือกทรัมป์ไม่ได้โง่ และในทางกลับกันก็ใช่ว่าคนที่เลือกฮิลลารีจะฉลาดกว่า

๙.

ข้อนี้ ก็เห็นมีพูดกันบ้างแล้ว นั่นคือ ตัวคลินตันเอง ถึงแม้เธอจะซุปเปอร์มุ่งมั่น ศักยภาพของเธอไม่ธรรมดา และดูเป็นคนคุ้นเคยกับความสูงระดับประธานาธิบดีมานานหลายปี แต่โดยรวมแล้วเธอบุญบารมีไม่พอ และวีรกรรมในอดีตมากเกินไปสำหรับหลาย ๆ คน

การที่พยายามประโคมให้เกลียดทรัมป์แล้วไปเลือกคลินตัน ยากกว่าให้ไปเลือกอัลกอร์(ถ้าลงสมัคร)เยอะเลย

เราจึงคิดว่า ทรัมป์จังหวะดีมาก เราว่าฮีรู้ว่าฮีมีโอกาสมากพอที่จะลงทุนลงแรงขนาดนี้ และฮีเอาจริง มันไม่ง่ายที่คนอายุ 70 จะมาเย้ว ๆ ขนาดนี้

เราจึงคิดว่าทรัมป์ไม่โง่ รู้จังหวะ ฉลาดเฉลียว มีความสามารถ มุ่งมั่น มีพลัง มีบารมี อย่างน้อยนางก็ไม่ใช่คนสูงอายุธรรมดาธรรมดาที่มีแต่รวยเรื้อรัง (อืม แต่มีแค่นั้นก็พอละปะวะ 55555)

สตรีหมายเลขหนึ่งก็ใช่ว่าจะโง่ อย่างน้อยคนที่รวยล้นฟ้าคนหนึ่งก็เลือกเธอเป็นหนึ่งในภรรยา คนทั่วไปเขาได้สามีรวย ๆ มาง่าย ๆ กันด้วยเหรอ จะบอกว่าเธอเป็นแค่คนโง่ที่โชคดีอย่างนั้นเหรอ

เอาจริง ๆ เราก็เห็นจากประวัติศาสตร์ซ้ำไปซ้ำมาว่า ประชาชนที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้นำ ก็ล้วนแต่โดนหลอกใช้ง่าย เพราะไม่คิดว่าตัวเองนั้นกำลังโดนหลอกใช้อยู่

แต่สุดท้ายจะทรัมป์ตกม้าตายเพราะตัวเองไหม ก็รอดูกันต่อไป

๑๐.

จะว่าไป ปีนี้เป็นปีที่โลกเราได้ผู้นำในหลายประเทศที่มีสีสันนะ ไม่ว่าจะเป็นสาวโสดรักแมวประจำไต้หวัน นายแบบชวนฝันแบบแคนาดา นักเลงใจกล้าอย่างฟิลิปปินส์ เจมส์บอนด์ปูตินแห่งรัสเซีย ทหารเขี่ยกาพย์กลอนจากเมืองไทย ขนมสายไหมของสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วนประชาชนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา ไม่ว่าข้างบนเขาจะเล่นอะไร ก็ควรไปทำงานหมุนหนี้กันต่อไป
ขอบคุณรูปที่ยังไม่ได้รีทัชจาก
รูปคุณดวงตาตุง
thelibertarianrepublic.com