ว่าถึงการจากไปของกรุปปอนไทยแลนด์
เล่ามุมมองส่วนตัวที่ ห่างนิด ๆ ใกล้หน่อย ๆ ก็แล้วกัน

– ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักเว็บดีลเมื่อหลายหลายปีที่แล้ว เราคิดมาตลอดว่าการทำดีลแบบนี้ มันไม่ win-win กับทั้งผู้บริโภคและเจ้าของกิจการเสมอไป เรียกว่าส่วนใหญ่ไม่ win-win เลยดีกว่า

สิ่งที่ตามมาคืออะไร ก็คือ เมื่อโมเดลธุรกิจมันไม่ได้ตั้งอยู่ในผลลัพธ์ win-win เสียเป็นส่วนใหญ่ และมันเป็นความ lose-win แบบที่ค่อนข้าง aggressive ด้วยซ้ำ ความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจเว็บดีลก็ยากที่จะเกิด ซึ่งเราก็คิดว่าคนที่กระโดดลงมาทำและโกยเงินกระโดดออกไปเรียบร้อยแล้ว ก็รู้ถึงข้อนี้เป็นอย่างดี

(เอาจริงๆ ธุรกิจในโลกมันก็ไม่จำเป็นต้องยั่งยืนทั้งหมดหรอก บางธุรกิจมันก็เกิดมาเพื่อโกยให้พอและทันเวลาแล้วก็เลิกรากันไปก็มีเยอะแยะ)

ธุรกิจยักษ์ที่แทบจะ monopoly ในโลกเราจริงๆมันก็ lose-win เหมือนกัน แต่ตราบใดที่ยังบาลานซ์ความ lose หรือสร้าง vicious cycle ที่จะทำให้ฝ่าย lose ไม่สามารถมีทางเลือกอื่นได้ มี Asset เกินที่คนจะปฏิเสธได้ ก็ยังอยู่แบบโตขึ้นเขมือบโลกมากขึ้นได้เรื่อยๆ แต่เว็บดีลนั้นไม่ใช่

– บางธุรกิจก็เหมาะกับเว็บดีลจริง ประเภทธุรกิจที่เหมาะคือ ธุรกิจที่มีงบการตลาดชัดเจน มีศักยภาพในการรองรับปริมาณลูกค้า มี margin ในสินค้าบริการของตัวเองสูงไปถึงสูงมาก เจ้าของกิจการต้องพิจารณาดูเองว่า กิจการเราเข้าข่ายหรือเปล่า

การทำธุรกิจ ไม่มีใครอยากเจ็บตัว การจ่ายเงินคือการลงทุน การลงทุนในเว็บดีล เจ้าของกิจการมักมองว่าเป็นการลงทุนทางด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมักจะเป็นส่วนต่างของราคาขายทั้งหมด แต่สำหรับกิจการที่ไม่ได้มีงบกันไว้ชัดเจน มักเกิดปัญหาขึ้น

– เพราะเว็บดีล เป็นนายหน้าที่จำเป็นต้องกำราคาที่ถูกถล่มลงมาให้ต่ำเตี้ยที่สุดเท่าที่ทำได้ เป็นการดึงคนให้เข้ามาใช้บริการตัวเองเยอะ ๆ ถามว่าที่ว่าต่ำมากนี่ต่ำขนาดไหน ก็ต่ำขนาดที่หน้าเว็บคนว่าโคตรถูกแล้ว ไอ้ราคาที่โคตรถูกนี่ยังโดนหัวคิวกินจนเหลือแค่เสี้ยวเดียวซะเป็นส่วนใหญ่ ขนาดนั้นแหละ

ฉะนั้น ยิ่งคนโหมกันมา นั่นคือตัวเลขที่ติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมเสี่ยง negative feedback อีกเมื่อเกิด full capacity หรือการลดต้นทุนแบบไม่เนียน บางกิจการเข้าขั้นเจียนเจ๊ง ต้องพักรักษาตัวกันยาวเลย

เว็บดีลจึงมักไม่เหมาะกับกิจการที่ต้องการอยู่ใน Blue Ocean ใช้คุณภาพ ใช้ฝีมือ หรือความคิดสร้างสรรค์นำราคา ไม่สามารถผลิตสินค้าในจำนวนมาก ๆ ได้ในทีเดียว ยกเว้นว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปรกติจริง ๆ หาทางออกไม่ได้ หรืออยากลองของใหม่

– เท่าที่ประสบมากับตัว การเจรจาดีลของเว็บดีล คนที่มาดีล ก็ไม่ได้เข้าใจธุรกิจเท่าไหร่ (บางคนนี่ขอเมาท์ว่ามาพรีเซนต์เหมือนเป็นนักบุญผู้ปลดปล่อย มีคุณูปการกับร้านอย่างสูง อูราชาบู) ซึ่งอันนี้เข้าใจได้ เราเคยริเริ่มจะทำระบบ CRM กับ SME และเคยคิดดีลเพื่อไปพิชท์งาน ตอนนั้นก็คิดแต่ว่าทำยังไงร้านถึงจะมาใช้ระบบนี้ เอาเงินให้เรา คิดแต่ว่าไปเอาส่วนลดจากร้านมา ให้ร้านแถมนู่นแถมนี่ให้ลูกค้า เพื่อให้คนมาให้ระบบเรา

พอมาทำร้านเอง การเลยยิ่งรู้ซึ้งถึงบางอ้อว่า กิจการเล็ก ๆ สายป่านไม่ได้ยาว ทำกำไรไม่ได้สูงอะ นอกจากจะต้องไถนาพรวนดินเองแล้ว ค่าใช้จ่ายก็ยุ่บยับให้จัดการกันวุ่นวาย เพราะฉะนั้น จะเอาอะไรเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม มันต้องคิดแล้วคิดอีก คิดว่าคุ้มจริงไหม มียี่สิบแอพสามสิบเว็บที่จะมาขอส่วนลด ไหวมั้ย งบปาเข้าไปเป็นเท่าไหร่ สู้เอาเงินที่จะลงไปกับเหล่านี้ไปจ้างเด็กเพิ่ม หรือตกแต่งร้านให้สวยขึ้นดีมั้ย แล้วอาศัยพลัง Viral และความดีงามของ Product ตัวเองเท่าที่ทำได้ ดึงลูกค้าตัวจริงของร้านเข้ามาเอง

– ลูกค้าหลายคนมีมายาคติว่า ฉันควรได้ของเท่ากับคนอื่น ทั้งๆที่ฉันจ่ายน้อยกว่า(มากกกก) เอาตามตัวหนังสือและข้อตกลง ลูกค้าที่ซื้อดีลก็ควรได้รับสินค้าบริการที่เท่าเทียมนั่นแหละ แต่ในทางปฏิบัติ อย่างที่บอก ไม่มีใครอยากทำธุรกิจแบบเจ็บตัว ทางหนึ่งที่จะรับลูกค้าซื้อดีลมาราคาถูกเวอร์ก็คือ ลดต้นทุนในการบริการหรือสินค้าสำหรับลูกค้าคนนั้นๆไปด้วย และดราม่าก็จะบังเกิด นอกจากสามารถลดต้นทุนได้อย่างแนบเนียน

แล้วก็แปลกนะ เราก็ยังหลวมตัวเชื่อสิ่งที่ Too Good to be True กันตลอดมา

– จากความเห็นของกิจการหลาย ๆ แบบที่ได้ไปพูดคุยมา ข้อด้อยที่สุดของการทำดีลกับเว็บดีลก็คือ เรื่องของการเสียโอกาสการได้ลูกค้าตัวจริง ลูกค้าที่เข้ามา ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่อยากได้ และจุดประสงค์ในการมาของลูกค้า ก็เพราะมันลด ถ้าไม่ลดก็ไม่มา

ลูกค้าอาจจะแย้งว่า นี่ไง ฉันต้องการทดลองดูก่อน ถ้าดีฉันก็ซื้อต่อเองแหละ แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าของเว็บดีลเป็นกลุ่มที่ loyalty ต่ำมาก น้อยมากที่จะซื้อซ้ำถ้าต้องซื้อราคาตอนที่ยังไม่ลด (ไม่ได้แปลว่าลูกค้าเว็บดีลเป็นคนไม่มีตังนะ มีตังไม่มีตังอีกเรื่อง พฤติกรรมการใช้จ่ายก็อีกเรื่อง)

สำหรับลูกค้าประจำที่อุดหนุนกิจการเราตลอดมา ยินดีจ่ายราคาเต็ม อาจจะรู้สึกร้านไม่แฟร์กับเขาก็ได้ ถ้ามันดูเหมือนว่าเราเอาใจลูกค้าดีลมากเกินไป อาจจะทำให้เราสูญเสียลูกค้าประจำไปด้วยได้

โอเค กิจการหลายแบบก็มีลูกค้าแบบครั้งเดียวจบเป็นหลักนั่นแหละ แต่การที่ลูกค้ามาแบบครั้งเดียวจบโดยที่ยังไม่ทันได้กำไรอะไรเลย ก็เป็นหายนะได้เหมือนกัน ถ้าเป็นกิจการที่ใหญ่โตแล้วก็อาจจะเสียขนหน้าแข้งไปไม่กี่เส้น

– คิดว่า เว็บดีลที่จะอยู่ได้ ต้องปรับกลยุทธ์ให้เกิดความ win-win มากกว่า lose-win อย่างที่ผ่านๆ มา จริงๆการดีลมันมีมานานแต่กาลก่อนแล้วตั้งแต่มนุษย์รู้จักการค้าขายแลกหอยแลกไข่นู่น เพราะฉะนั้น จุดสมดุลของมันก็มีแหละ