ใช้ Galaxy Note 2 มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว โดยที่ยังใช้ iPhone4 ของเดิมอยู่ คิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่อยากรู้ว่า สองตัวนี้ มันแตกต่างกันอะไรยังไง ก็เลยมาอัพบล็อกเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานกันจ้ะ
จะอัพให้เป็นข้อๆ จะได้อ่านได้นะ สป๊งสเป๊กอะไร บล็อกนี้ไม่เขียนนะ เอาจากฟิลลิ่งและประสบการณ์ล้วนๆ

การรีวิวครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่ iPhone รุ่น 4 หรือ Note รุ่น 2 เท่านั้น แต่มันน่าจะรวมๆไปถึงประสบการณ์โดยรวมของมือถือที่รุ่นใกล้เคียงกับสองตัวนี้ในแง่ OS และขนาดแหละ

Imageเทียบสเกล iPhone4 กับ Note2

ความเกะกะ
เอาในความรู้สึกก็หนักเบาไม่แตกต่างกัน ความเทอะทะ เจ้า Note2 เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เทอะทะอะไรนะ กำลังพอดี ใส่กระเป๋ากางเกงได้อะไรได้ แต่ถ้าใหญ่กว่านี้อีกนิดจะรู้สึกว่าเริ่มเกะกะแล้ว

ความถึกทน
iPhone เอาไปกินนะ ทุกวันนี้ iPhone4 เรา ใช้มากว่า 2 ปี ไม่ติดฟิล์มกันรอย ก็ไม่มีรอยอะไร ส่วน Note2 ใช้มาสองเดือน ปุ่ม  Home ถลอกแล้วจ้า T_T

ความอ่านง่าย
iPhone4 เห็นชัดๆว่าเล็กกว่ากันเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาอ่านหนังสือ อ่านเว็บ ต้องใช้สายตาในการเพ่งมากกว่า บางทีรู้ตัวอีกทีก็ปวดตาไปแล้ว ส่วน Note2 เห็นชัดๆว่าใหญ่กว่ากัน เพราะฉะนั้นความสบายตาในการอ่านหรือดูรูปน่ะ เยอะกว่าอยู่แล้ว

Notification
ส่วนตัวรู้สึกว่า Noti ของ Note2 น่ะ เช็คง่ายกว่า iPhone4 อยู่หน่อย อย่างน้อยก็รู้ได้เลยที่ขอบบนซ้ายว่าอะไรรอเราอยู่

Network Detection
เขียนให้หรูๆไปงั้น มันคือการต่อเน็ตนั่นแหละ ถ้าเป็นเน็ตเวิร์กที่เราเคยไปต่อไว้แล้ว Note2 มันจะง่าย เร็วกว่า iPhone4 เยอะ จนบางทีก็เอ๊ะ ต่อง่ายไปป่าวเพ่ พอดีเรามีแอคเคานท์ของ Truewifi (เป็นผลิตภัณฑ์ที่แฮปปี้ที่สุดเท่าที่เคยใช้ทรูมาสิบปี) ทำให้เวลาผ่านไปไหนถ้ามันเจอ truewifi มันก็จะต่อโดยอัตโนมัติไง ทั้งที่บางทีขี้เกียจใช้ก็ต้องไปปิด wifi ในเครื่องเอา

Physical Button
iPhone4 มีปุ่มเดียวให้กด เพราะฉะนั้นก็จะเป็นปุ่มที่ใช้งานหนักมากและพังก่อนอย่างอื่น แน่นอน ปุ่ม iPhone4 เราก็ด๋อยไปตั้งแต่ปีแรกที่ใช้เหมือนกัน แต่ก็ยังทู้ซี้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วน Note2 มันยังมีปุ่ม Back ให้กด และปุ่ม Menu เพื่อให้มีที่เก็บฟังก์ชั่นเพิ่มอีก นับว่าทำให้สะดวกกว่าการกด back บนหน้าจอ และมี control เยอะแยะบนหน้าจอ
แต่ข้อดีของ iPhone ที่มีปุ่มเดียวก็คือ มันมีที่ให้มือจับมากขึ้นเพราะข้างปุ่มมันว่างๆ แต่ Note2 นี่ เรียกว่า จับตรงไหนก็เป็น function ไปหมด เดี๋ยวเมนูโผล่ เดี๋ยว back นู่นนั่นนี่ ทำให้นิ้วจับได้แค่ขอบมือถือ แตะโดนหน้ามือถือไม่ได้เลย บางทีเราก็อยากถือเหมือนถือหนังสือบ้าง (คือเอานิ้วโป้งมาอยู่ด้านบนจอ) แต่ก็ทำไม่ได้

สัญญาณโทรศัพท์
สองตัวนี้ ดีห่วยพอๆกัน ต้องโทษโอเปอเรเตอร์อย่างเดียว

Resolution
แม้ว่าจะซื้อ Note2 มาใหม่กิ๊งๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า iPhone มันเนียนกว่าจริงอะไรจริง ที่สำคัญ สีจอของ Note2 มันตอแหลเกินไป แม้ว่าจะปรับลงมาให้เป็นโหมด Natural แล้วก็ยังตอแหลมาก ตอแหลแล้วมันยังไม่ได้สวยกว่าไง ที่สำคัญ แต่สำหรับคนที่ชอบสีจัดๆ อาจจะชอบ Note2 มากกว่าก็ได้นะ

Keyboard
ก่อนหน้าเราใช้ iPhone4 เราใช้ Blackberry มาก่อน (แล้วมันโดนขโมยไป) แล้ว Physical Keyboard ของบีบีที่เราใช้น่ะ เราปลื้มมาก พอเปลี่ยนมาใช้ iPhone4 แล้ว แรกๆเข้าขั้นโมโหเลย พิมพ์ระวังยังไงก็พิมพ์ผิด ทั้งที่นิ้วเราก็ไม่ได้กลมใหญ่โดเรมอนนะ ตอนนี้ชินแล้ว คือ ผิดจนชิน ไม่ได้พิมพ์ดีขึ้นเลย ไม่ว่าจะห้าแถวหรือสี่แถว ส่วน Note2 เนื่องจากจอมันมีที่กว้างมากขึ้น การพิมพ์ผิดมันก็น้อยลง (เออ แต่ก็ผิดอยู่ดีอะแหละ)

Response
ข้อนี้ไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะ iPhone4 ของเรามันลงแอพเยอะไปเข้าออกเยอะไปหรือเปล่า มันก็นิ่งๆช้าๆฟรีซๆ เรื่อง crash เป็นปรกติ ส่วน Note2 ของใหม่นี่ ก็ลงแอพไม่น้อย กดไปหน้าไปหลังตอบสนองรวดเร็วทันใจดี ยกเว้นว่าใช้แอพที่ต้องการเน็ตแล้วเน็ตห่วยเหียก มันก็จะจอดำๆแล้วแอพนั้นก็ระเบิดตัวเองตายไป

กล้อง
กล้องคือเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้เรายังใช้ iPhone4 คู่กับ Note2 อยู่ ขนาดภาพของ Note2 จะใหญ่กว่าของ iPhone4 ราวๆ 500 pixel ด้วย resolution ที่ 72 dpi  เหมือนกัน แต่นั่นไม่มีความสำคัญอะไร คือ เราพบว่า ภาพจากกล้อง Note2 ถ่ายได้โอเคในที่ๆแสงเยอะ ก็ชัดดี แต่นอกนั้น ความสวยงามของภาพที่ออกมา เราว่ายังสู้ iPhone4 ไม่ได้ แม้ว่าเราจะคิดว่า iPhone4 ถ่ายมาก็ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องสว่างๆเหมือนกันแหละถึงจะได้ภาพดีๆ ไม่งั้นก็ noise เกลื่อนกลาด และกล้องหน้า iPhone4 แม้แต่ในที่ร่มที่มีแสงพอตัวก็ยังออกมาห่วยเมือก กระนั้นแล้ว Note2 ก็ไม่ได้ดีกว่า กลับจะออกไปทางแย่กว่าด้วยซ้ำในทุกๆ Condition นี่ไม่ต้องพูดถึงการซูมเลย เข้าขั้น Hopeless
ฉะนั้น ถ้าคิดว่าจะเปลี่ยนจาก iPhone4 เป็น Note2 ด้วยเรื่องกล้องแล้วล่ะก็ อย่าดีกว่า

Image

แผนที่
แผนที่เป็นอีกเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้เราก็ยังใช้ iPhone4 อยู่เช่นกัน เวลาที่ไปเที่ยวแล้วต้อง Navigate คนขับ (หรือขับเอง) Note2 มันแย่มากในเรื่องบอกพิกัดปัจจุบัน นอกจากมันจะไม่ตรงแล้ว มันยังไม่อัพเดทถี่เหมือน iPhone ด้วย ทำให้ขับเลยขับพลาดไปเยอะเพราะนึกว่ายังไม่ถึงบ้างอะไรบ้าง รับหมั่ยดั๊ยเลย ฟังก์ชั่นนี้สำหรับเราแล้ว สอบตกต้องซ่อมด่วน

แบตเตอรี่
ในขณะที่ iPhone4 ต้องพึ่งสายชาร์จระหว่างวัน โดยเฉพาะในวันหลังจากที่ต้องลง LINE เพื่อให้ขุ่นแม่ติดต่อได้ จากนั้น iPhone4 ของเรามันก็ไม่เคยจะมีอายุได้เกินเที่ยงคืนเลย เย็นๆก็ขีดแดงแล้ว แต่เวลาที่ยังไม่มีแอพ LINE iPhone4  เราเวลาเปิด 3G ก็ซัดแบตโฮกๆเช่นกัน ในขณะที่ Note2 แบตเตอรี่มันอึดใช้ได้เลย ไม่น่าเกลียด อาจจะยังใหม่กว่าเยอะก็ได้ แต่ตั้งแต่ใช้มาถึง ณ ตอนนี้ แบตเตอรี่ก็เป็นอย่างนึงที่ทำให้ปลื้ม Note2 นะ

วาดรูป
iPhone4 ไม่มีปากกาดีๆให้วาดรูปอย่างละเอียดได้ แต่กระนั้นเราก็ใช้แอพ Sketchbook วาดรูปได้ละเอียดไปหลายรูปโดยนิ้วมือเราเอง ปากกา iPhone ที่ขายตามท้องตลาดมันก็ปลายกลมๆโดเรมอน ยังไงก็ไม่ค่อยถนัด ไม่เวิร์กอะฮ่ะ ส่วน Note2 มีปากกาให้ถือวาดได้ถนัดๆ แต่ด้วยตัวแอพที่มีอยู่เอง ก็ทำให้รู้สึกวาดไม่ได้ละเอียดอย่างใจคิดอยู่ดี

File Transfer
เนื่องจากเราใช้แมค การ Transfer ไฟล์ใน iPhone จึงเป็นเรื่องที่ง่าย สะดวก แต่พอเป็น Note2 ซึ่งเป็น  Android ก็ต้องโหลดโปรแกรม Android File Transfer ที่ช่วยในการเอาไฟล์มาลงเครื่อง ทีนี้ ไอเจ้าโปรแกรมนี้ มันง่อยตรงที่ว่า เราหาฟังก์ชั่น preview ไม่เจอ หรือมันไม่มีจริงๆก็ไม่รู้ ทำให้เลือกรูปลงเครื่องไม่ได้ ต้องเอามาหมด เพราะมันไม่ preview ให้ดูว่าไฟล์นี้ๆเป็นรูปอะไร

App
แอพบนแอนดรอยด์ก็มีเยอะ แอพบนไอโอเอสก็มีเยอะ แต่ส่วนใหญ่ แอพที่เราใช้ มันจะเวิร์กกว่าใน iPhone ยิ่งถ้าเป็นแอพที่กำเนิดใน iPhone มาก่อน เวอร์ชั่น Android ก็มักจะสู้ไม่ได้ แต่มันเสียรมณ์กว่ากันมากไหม ก็ไม่นะ ก็อยู่ในระดับที่โอเค ส่วนตัวเราว่า Android บนตัว Note2 นี่ เข้าขั้นดีเลยแหละ

ความรู้สึกโดยรวม
การใช้ iPhone สำหรับเรา มัน Emotional กว่า มีความโรแมนติกกว่า ส่วน Note2 มันจะมีความเป็น Geek สูงกว่า ฉับไว และเป็นมิตรกับผู้ใหญ่มากกว่า

และนี่คือทั้งหมดที่คิดได้สำหรับตอนนี้

ส่วนตัวแล้ว การจะเปรียบเทียบมือถือได้ ก็เหมือนของอื่นๆนะ ต้องใช้เวลากับมันเยอะๆในหลายๆ scenario หลายๆสถานการณ์ เราว่าเราใช้เวลามากพอที่จะเปรียบเทียบได้อย่างครอบคลุมพอประมาณแล้วล่ะ ก็เลยเอามาแบ่งปันกันให้อ่านตามนี้ : -)