ปัญหาเรื้อรังในวงการเพลงที่เราได้ยินมาเป็นสิบปี นับตั้งแต่แวมไพร์ระบาด ก็คือ
ต้นทุนของเพลง เท่ากับค่าผลิตซีดีแผ่นหนึ่ง บวกปกนิดหน่อย
แม้แต่คนที่มีการศึกษา จบปริญญา จบด็อกเตอร์ ในประเทศนี้ ก็ยังคิดแบบนี้กันเยอะแยะ

เราเดาเอาว่า การที่เรายังไม่ได้หลุดจากยุคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
ทำให้เราคิดค่าแรงโดยถือเอาชั่วโมงการทำงานเป็นหลัก
ในหนึ่งชั่วโมง เราต้องผลิตให้ได้เท่านี้ๆ
ซึ่งมันทำได้ ถ้าไม่ต้องใช้สมอง มีระบบพร้อม เครื่องจักรพร้อม
เมื่อเราเขยิบมาในยุคที่งานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้สมองในการหาโซลูชั่น
ค่าสมองก็ยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่แม้แต่คนทำงาน ก็อาจจะยังมองข้าม
ยิ่งในกลุ่มคนที่ไม่นิยมการเป็นคนบุกเบิก แต่เป็นคนเดินตามอย่างใกล้ชิดติดเทรนด์
อะไรสำเร็จก็ค่อยเลียนแบบก็แล้วกัน
จะทำอะไรก็ต้องมีตัวอย่าง เคสของชาวบ้านเขาเคยทำมาแล้วที่นั่นที่นี่
ไม่งั้นคนจ้างก็จะไม่ทำ หรือคนรับจ้างก็ไม่กล้าเสนอ
ทำให้ค่าสมองยิ่งเป็นสิ่งที่แสนแพงและไม่จำเป็น

ซึ่งมันก็ทำให้คนที่เขาตั้งใจคิดงานจริงๆด้วยทั้งประสบการณ์ ความสามารถ และความใส่ใจ
ขาดทุนในงานนั้นๆ

เวลาที่เรา propose ลูกค้า แม้แต่งานที่ต้องใช้หัวคิดเป็นหลัก
เราก็มักจะคิดค่าแรงที่คำนวณตามชั่วโมงที่ทำงาน และต้นทุนที่จับต้องได้ แล้วก็เผื่อภาษีไปอีกนิดหน่อย
เรามักไม่กล้าที่จะใส่ค่าคิดลงไป ไม่ว่าจะใส่แบบเนียนๆ หรือใส่แบบโต้งๆ ก็ตาม

มันไม่ได้หมายความว่า งานที่ใช้หัวคิด ห้ามจำกัดเวลาในการคิด
แต่ในงานที่ต้องใช้การค้นคว้า วิเคราะห์ คิดหาคำตอบอย่างสร้างสรรค์
แน่นอนที่มันจะไม่เหมือนการโกยๆอะไรใส่เครื่องจักรแล้วมันก็ออกมาเป็นกระป๋องตามจำนวนที่กำหนด
การจะให้ลูกค้าตระหนักถึงค่าสมอง ค่าประสบการณ์ ของเรา เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่ามันมีอยู่ในค่างาน
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าต้องคิดค่าคิด ลูกค้าเราก็จะไม่เห็นเหมือนกัน

การที่มีค่าคิดใน quotation ของเรา ถึงแม้มันจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแพงและอยากเอาออก
แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เขารู้แล้วล่ะว่า ในโลกนี้ ความคิดก็มีราคา

ส่วนอยากจะให้ลดราคาค่าความคิดหรือไม่ ก็เป็นเรื่องต้องว่ากันอีกที