คดีเพิ่งตัดสินไปเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังให้เป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่ง
ถึงจะเป็นคดีเบาเบาแต่สร้างความคันให้กับจิตใจมาตลอดช่วงที่ผ่านมา

หลายๆคนคงรู้แล้วว่า เรามีหนังสือเล่มแรกในชีวิตออกมาเมื่องานหนังสือต้นปีที่แล้ว (2554)
(เป็นเล่มแรกที่มีการซื้อขายจริงและตีพิมพ์ด้วยสำนักพิมพ์จริงๆ)

เล่าที่มาของหนังสือนิดนึง
แผนสอง เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาแบบหนังสือธรรมะ คือพูดเรื่องทุกข์สุข แต่ภาษาที่ใช้เรียบง่ายและเอาฮา
เราไม่ได้ต้องการให้ชาวพุทธเท่านั้นที่อ่าน เพื่อเพิ่มความศรัทธาในศาสนา
แต่เราอยากให้ทุกคนที่มีโอกาสได้อ่าน เพราะทุกคนไม่ว่าจะศาสนาอะไรก็ต้องพบเจอความทุกข์ความสุขทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น เจตนาจึงไม่อยากให้มันออกมาเป็นหนังสือธรรมะจ๋า ต้องเชื่อสิ่งที่บอกเพราะพระพุทธเจ้าสอนมางี้
เพื่อให้อ่านง่ายและไม่ให้ภาษาหรือคำศัพท์ธรรมะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่นที่เราจะสื่อ
คำว่าปฏิจสมุปบาท มหาสติปัฏฐาน ภาวนา จึงไม่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เลยสักคำเดียว
และไม่มีการอ้างกลับไปที่พระพุทธเจ้า สมัยพุทธกาล หรืออะไร
เพราะเราคิดว่า ถ้าธรรมะเป็นเรื่องสากลแล้ว มันก็สามารถสื่อได้โดยที่ไม่ต้องเรียกมันว่าพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม

เจตนาแรกของหนังสือเล่มนี้ กำเนิดขึ้นเมื่อตั้งแต่ปี 2550-2551
แต่ด้วยความที่รู้สึกยังไม่ตกผลึกบางอย่าง ก็เลยใช้ชีวิตรอไปก่อน
พอปลายปี 2552 จุดเริ่มต้นคำแรกของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเป็นรูปน้ำหมึกบนกระดาษใช้แล้ว
และต่อมาคำสุดท้ายของเวอร์ชั่นแรกของหนังสือเล่มนี้ ก็ได้เสร็จลงเมื่อต้นปี 2553
และเมื่อปลายปี 2553 เราก็ได้ตัดสินใจจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เอง ขายเองออนไลน์ และได้รับการต้อนรับที่ดีกว่าที่คิด

พอต้นปี 2554 หนังสือเล่มนี้ได้มีโอกาสส่งถึงกองบก.สำนักพิมพ์มติชน
และในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม ปี 2554
แผนสอง เวอร์ชั่นสำนักพิมพ์มติชน จึงได้ปรากฏสู่สายตาของประชาชนในโลกที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

ด้วยเหตุผลทางการตลาด จึงมีการปรับปกกันเล็กน้อย
และเพิ่มเนื้อหาท้ายบทเข้าไปอีกหนึ่งบท

แล้วก็ออกมาเป็น แผนสอง ในปัจจุบัน ที่ยังวางขายกันอยู่

ปลายเดือนพฤษภาคม 2554 เราก็ได้รับข่าวที่ทำให้มึนๆงงๆอยู่ นั่นก็คือ
มีทนายความส่งหนังสือไปที่บริษัทมติชน ดังนี้

“เนื่องจากบริษัทของท่านได้ทำละเมิดต่อ xxx ด้วยการจัดพิมพ์เผยแพร่ภาพการ์ตูน บนปกหนังสือชื่อแผนสอง ซึ่งการพิมพ์ภาพดังกล่าวเป็นการหารายได้ และเป็นการพิมพ์ลอกเลียนแบบภาพการ์ตูนของ xxx ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว และท่านมิได้ขออนุญาตจากผู้ถือลิขสิทธิ์แต่อย่างใด จึงทำให้บริษัทของท่านทำละเมิดต่อผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมีหนังสือบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 300,000 บาทภายในเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ตามที่อยู่ข้างบนนี้ หากท่านไม่ปฏิบัติตาม ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทของท่านต่อไป ข้าพเจ้าขอถือเอาหนังสือบอกกล่าวฉบับนี้ เป็นหนังสือบอกกล่าวก่อนฟ้องคดี”

ที่มึนๆงงๆ ก็เพราะว่า
ความที่เราค่อนข้างจะซีเรียสกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว
แล้วร้อยวันพันปี เคยก๊อปใครซะที่ไหน
ดังนั้น เรื่องที่การ์ตูนนี้จะไปก๊อปชาวบ้าน ไม่มีทาง
และใครที่รู้จักเราพอประมาณ ก็จะรู้อยู่แล้วว่านี่มันคือลายเส้นเราชัดๆ

ประกอบกับว่า เราก็ไม่เคยรู้จักคุณ xxx มาก่อน เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร
เราเลยไป search กูเกิล เผื่อเป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังที่เราไม่รู้จัก
แต่ ณ ตอนนั้น กูเกิลก็ไม่ได้ส่งผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคุณ xxx ออกมาเลย
และด้วยหนังสือที่แจ้งมา ไม่ได้แนบหลักฐานตัวการ์ตูนอะไรของฝั่งนั้นมา
แต่แนบแต่หน้าปกหนังสือเรามา เราก็เลยยิ่งไม่รู้ว่าตกลงมันเหมือนกันขนาดไหนอะไรยังไง

ทนายของมติชน จึงได้ติดต่อไปไกล่เกลี่ยกับทนายที่ร้องเรียนมา
อธิบายให้ฟังว่า มันเป็นการเข้าใจผิด เราไม่ได้ไปลอกใครที่ไหน
และเรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี ก็สบายใจกันไป

.

.

.

จนกระทั่งสองเดือนผ่านไป ในเดือนกรกฏาคม
ก็ได้มีหมายเรียกจากศาล พร้อมคำฟ้อง ส่งมาถึงบ้าน
และให้ทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายใน 15 วัน

นั่นหมายความว่า มะลิมะลิ และสำนักพิมพ์มติชน โดนฟ้องเต็มๆแล้ว
โดยที่สำนักพิมพ์เป็นจำเลยที่ 1 และเราเป็นจำเลยที่ 2
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท เหมือนเดิม
และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5% ต่อปีจนกว่าจะชำระหมด
ยังไม่รวมค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียมศาลอีก

.

.

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอะไรไปตามเรื่องตามราวจนได้

และเราก็ได้เห็นภาพต้นเหตุ ที่คุณ xxx เขาวาดไว้ในบล็อกของเขาเองสักที
ซึ่งเขาคงเชื่อว่า รูปการ์ตูนบนปกแผนสองได้ไอเดียมาจากบล็อกนี้ของเขาแน่นอน
และเนื้อหาในหนังสือแผนสอง มันก็เหมือนกับเนื้อหาในบล็อกนั้นของเขาด้วย
เขาก็เลยยิ่งเชื่อว่า เราลอกเขามาแน่นอน รวมไปถึงลอกเพื่อนของเขาด้วย
ซึ่งในเล่ม เราก็ดันมีตัวการ์ตูนอีกตัวที่ดูจะไปพ้องกับผลงานของเพื่อนเขาอีก

 

ครั้งแรกที่เห็นรูปต้นเหตุ บอกตรงๆว่าโล่งใจมาก เพราะมัน เอ่อ ไม่เหมือนง่ะ
ตอนแรกๆที่ได้รับหนังสือมา ยังคิดไปไกลเลยว่า ถ้ามันเหมือนกันจริงๆคงซวยมากเลย
แต่คิดไปคิดมา ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเห็นด้วยกับเราหรือเปล่าว่ามันไม่เหมือน หรือไม่ได้มีเจตนาลอกเลียนไอเดียเลย
คืออันตัวเราน่ะ เจตนาน่ะ บริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
แต่ประเด็นก็คือ แล้วจะทำยังไงล่ะให้เหตุผลหลักฐานก็คล้อยตามกัน
เพราะเมื่อเรื่องไปถึงศาล ถ้าเราไม่มีหลักฐานอย่างอื่นเลย จะไปบอกอย่างเดียวว่าไม่เหมือน ให้ศาลดูเอาเอง มันก็ไม่ได้
ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่างเหตุผล ตรรกะ มาในคำฟ้องถึง 5 หน้ากระดาษ
เราจึงต้องมีเหตุผลหลักฐาน (ที่เป็นของจริง ไม่ได้เมค) มาชี้แจงต่อศาล พร้อมทั้งพยานด้วย

.

เรื่องก็เรื่อยๆมาเรียงๆ มาจนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยสรุปคำตัดสินได้ว่า

“ด้วยคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ระหว่าง xxx โจทก์ กับบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ เวลา 9.00 น. โจทก์ ทนายโจทก์ และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้คู่ความที่มาศาลฟัง โดยศาลได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าภาพพิพาทในหนังสือแผนสอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบภาพของโจทก์เพราะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…”

แต่ก็เรียกว่าเคสเรายังโชคดีในหลายๆอย่าง หลักๆก็คือ
มันไม่เหมือนกันจริงๆนะ และ ภาพของเราทำขึ้นก่อนและเผยแพร่ก่อนภาพของเขา ซึ่งมีหลักฐานพยานชัดเจน
และเราก็ไม่ต้องเสียค่าทนายโดยตรง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นสำนักพิมพ์ที่มีฝ่ายทนายอยู่แล้วด้วย

แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจในระยะหนึ่งเลยนะ ก็ประมาณ 9 เดือนได้
ไหนจะต้องเดือดร้อนชาวบ้านมาเป็นพยานให้อีก ไหนจะต้องไปศาล
ต้องเขียนคำชี้แจง (ซึ่ง การเขียนชี้แจงหาหลักฐานว่าไม่ได้ทำ มันยากกว่าเขียนว่าทำเยอะเลยนะ)
ไหนจะไม่รู้โชคชะตาฟ้าดินในวันตัดสินคดีว่าจะเป็นยังไง
เราก็เพิ่งออกกับมติชนเล่มแรก จะไปทำเขาเสียเงินเปล่าเป็นแสนแล้วหรือเปล่าไม่รู้

.

.

.

เกิดมาถึงได้เพิ่งรู้ว่า ถึงเราไม่ไปลอกงานใคร สักวันก็อาจจะมีคนมาบอกว่าเราลอกงานเขาก็ได้
เพราะความคิดมันเหมือนกันได้ ความบังเอิญมันเกิดขึ้นได้
และเราก็อาจจะงานเข้าไปตามระเบียบ

จึงได้มาขอแบ่งปันแนวทางเล็กๆน้อยๆในการเก็บหลักฐานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของเรา
(อย่างอื่นไม่บริสุทธิ์แล้วก็แล้วกัน (ห้ะ!) เอาเรื่องนี้ให้บริสุทธิ์เป็นสำคัญ)

.

1. เก็บหลักฐานไฟล์ต้นฉบับเอาไว้ให้ดีว่าจัดทำขึ้นเมื่อไหร่
ถ้าต้นฉบับเป็นกระดาษ ให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นไฟล์ดิจิตัล เพื่อให้มี timestamp ว่าไฟล์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันเวลาไหน
ถ้าเป็นไปได้ ให้อัพโหลดขึ้นบริการฝากรูปออนไลน์ด้วย เช่น Flickr, Photobucket, หรือแม้แต่ Facebook ก็ได้
(แล้วก็ set เป็น Privacy ไปอะไรไป) เพื่อเป็นการยืนยันเรื่องวันเวลาจากบุคคลที่สาม
คำกล่าวหาว่า แก้เวลาในคอมของตัวเองเพื่อสร้างหลักฐานว่าสร้างงานมาก่อน จะได้ตกไป
อีกอย่างก็คือ ช่วยให้เราจำได้ด้วยว่าทำอะไรเมื่อไหร่อย่างไร
พยายามเก็บไฟล์ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
เพราะขนาดเก็บเป็นระเบียบนะคุณเอ๋ย ตอนเขียนคำชี้แจงคดีนี่ต้องนั่งขุดกันวุ่นวายหลายชั่วโมงเลย กว่าจะเขียนเสร็จ
นี่ยังไม่รวมต้องนั่งทางในระลึกชาติอีกนะว่าทำอะไรลงไปบ้าง
โชคดีอีกอย่างของหนังสือแผนสองก็คือ ได้เอาไปลงในนิตยสารออนไลน์ก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้หลักฐานยิ่งเพียบ

2. ยุคนี้อาจจะหมดสมัยไปแล้วที่จะทำอะไรงุบงิบไม่บอกคนอื่น
ก็เข้าใจว่าไม่อยากโดนลอกเลียนบ้าง ไม่อยากให้สปอยล์ก่อนเวลาอันควรบ้าง
แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นงานลับสุดยอด เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ อะไรงี้
เราก็ควรจะบอกคนอื่นบ้าง ไม่จำเป็นต้องบอกในวงกว้าง บอกเฉพาะคนไม่กี่คนที่ไว้ใจก็ได้
นอกจากเราจะได้ความเห็นในงานของเราแล้ว เราก็ยังได้พยานชี้แจงด้วย
การมีบริวารที่ดีรอบข้าง มันจะมารู้ซึ้งข้อดีของมันเอาก็ตอนนี้แหละ
ถ้าเป็นคนไม่ค่อยรักษาน้ำใจเพื่อน ไม่ค่อยมีคนอยากจะช่วย โดนอย่างนี้เข้าไปก็ลำบากเหมือนกัน
ถ้าเราไม่บอกใครเลย หรือไม่มีใครให้บอก เราก็จะไม่มีพยานช่วยชี้แจง และเราก็จะขาดน้ำหนักตรงนี้ไป
ในกรณีที่ภาพหรืองานของเขาทำทีหลังเขาด้วยเนี่ย ยิ่งต้องการหลักฐานแสดงเจตนาของตัวเองแน่นหนาเลยแหละ

3. ถ้าซวยโดนฟ้องจนได้ล่ะก็
ให้พยายามหาทนายที่มีความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ถ้าเป็นกรณีพิพาทออนไลน์ด้วย (เช่นในกรณีนี้ มีเรื่องบล็อก และ timestamp เข้ามาเกี่ยวข้อง)
การที่ได้ทนายไม่โลเทค จะช่วยให้ได้เปรียบมากกว่าได้ทนายที่โลเทคอยู่มาก เพราะเขาจะเอาไปเขียนสำนวนคำชี้แจงได้ถูกต้องมากกว่า
ถ้าไม่รู้จะหันไปหาใคร ให้ลองปรึกษาคุณ @paiboona http://www.paiboon.biz ได้

4. คนแต่ละแวดวงก็มี jargon คำศัพท์ คำสแลงเป็นของแวดวงตัวเอง
เขียนคำชี้แจงคำฟ้องให้คนอื่นอ่านรู้เรื่อง อย่าเขียนเป็นภาษาคนวงใน
ถ้าต้องมีคำศัพท์แบบคนวงในก็ต้องอธิบายด้วยว่ามันหมายความถึงอะไรๆ
บางครั้งความหมายมันคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ต้องยอมๆเพื่อให้เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย
เช่น หลายๆคนไม่เข้าใจความหมายเรื่องบล็อก แต่รู้จักคำว่าเว็บไซต์ จึงอาจจะต้องใช้คำว่าเว็บไซต์แทนคำว่าบล็อก เป็นต้น
หน้าที่ศาล คือเขาพิจารณาความแล้วตัดสิน ไม่ใช่ต้องมาเรียนว่า บล็อกคืออะไร แตกต่างกับเว็บไซต์ยังไง

5. อย่าวู่วาม บุ่มบ่ามให้เสียรูปคดี แม้ว่าจะอยากลุยกับโจทก์เองเลย ก็ไม่ควร
เข้าใจว่าการถูกฟ้องมันทำให้หงุดหงิดหัวใจมาก ยิ่งถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่น่าทำอะไรที่น่าถูกฟ้องเลยก็ยิ่งหงุดหงิด
ถ้าโดนฟ้องแล้ว ความเคลื่อนไหวต่างๆ ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายไป
เก็บเอาไว้หัวเราะหรือร้องไห้เมื่อศาลตัดสินทีเดียวจบเลย ชัวร์กว่า

.

.

หลักๆก็คงเป็นข้อ 1 กับข้อ 2 แหละ
ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองอย่างที่ไม่ได้เลียนแบบใครด้วยละกันเนาะ

อย่าลืมว่า ความคิดมันเหมือนกันได้ ความบังเอิญมีจริงในโลก
และคนที่คิดคล้ายคลึงหรือพ้องกับเรา บางคนก็พร้อมที่จะฟ้องเราได้
การป้องกันตัวเองไว้ระดับนึง ถึงมันจะยุ่งยากขึ้นมาอีก แต่มันก็จะเป็นผลดีในระยะยาวจ้า

.