จากบทความของ The Economist ว่าด้วยเรื่อง

Don’t look down: The poor like taxing the rich less than you would think

http://www.economist.com/node/21525851

แล้วน่าสนใจดี จริงๆอ่านบทความนี้มาสักพักแล้วแหละ แล้วก็อู้ไปอู้มา งานเข้ามากมาย เลยไม่ได้เขียนถึงซะที ก็อ้างไปเรื่อย

บทความนี้ ว่าด้วยเรื่องที่ว่า คนจนๆน่ะ เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคนรวยให้อานๆมากมายอย่างที่เราคิดนะ
ซึ่งเราก็สะดุดนะ คือ ความเชื่อ หรือว่าตรรกะของเราเอาจริงๆแบบไม่ต้องมาทำเป็นคนดงคนดีอะไรเลย  ก็คือ 
คนเราก็อยากให้คนอื่นรอบข้างไม่รวยเกินหน้าเกินตาเรานักหรอก ถ้ารวยกว่าก็ต้องเกิดอาการปลง ว้า อยากเป็นมั่ง
อย่างเลวก็อิจฉา คิดว่าสงสัยมันต้องโกงด้วยทางใดทางหนึ่ง อย่างดีก็อยากรู้อยากเห็นว่าชาวบ้านเขารวยกันขนาดไหนแล้ว
และโดยทั่วไปจากการวิจัย (ซึ่งจริงๆไม่ต้องวิจัยก็เห็นอยู่) คนจนๆก็มักจะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยกว่านี้
แม้แต่คนชนชั้นกลางจำนวนมากก็เหอะ ก็อยากรวยกว่านี้เช่นกัน

เอาเป็นว่าเรามานิยามคำว่าคนจนก่อนแล้วกันนะ
คนจนในที่นี้ เราจะพูดถึง คนที่มีรายได้เป็นตัวเลข ที่เรียกว่าน้อย ตามมาตรฐานรายได้ นะ
ไม่พูดเรื่องจนที่ใจ รวยที่ใจ อะไรงี้ ให้มันดราม่า และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่อย่างใด

แม้ว่าจะเป็นบทความที่ศึกษาในสหรัฐอเมริกา เราก็ว่าก็น่าจะสะท้อนกลับมาที่บ้านเราได้บ้างอะไรบ้าง
ในสหรัฐนั้น แม้จะได้ชื่อว่า เป็นประเทศหนึ่งที่รวย ร้วย รวย แต่ในการเก็บภาษี เพื่อกระจายรายได้ไปสู่คนที่จนนั้น
มีการทำกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่รวยๆในยุโรป
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มีภาษีรายได้สูงสุดอยู่ที่เกือบ 35%
ประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ เก็บภาษีรายได้สูงสุดที่ 50%
ในสวีเดน เดนมาร์ก เก็บภาษีรายได้สูงสุดทะลุไปที่ 57% และ 55% ตามลำดับ
และรัฐในสหรัฐก็จ่ายสวัสดิการให้คนจนน้อยกว่า
และสวัสดิการของคนตกงาน รัฐก็จ่ายให้น้อยกว่า และหมดคลังไปไวกว่าประเทศในยุโรป

ความคิด ตรรกะเรื่องการเก็บภาษีที่เก็บต่างกันในแต่ละประเทศ
ก็ยังสะท้อนให้เห็นความคิด ตรรกะ และสถานการณ์ภายในประเทศด้วย
ประเทศที่มีความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติไม่มาก
ประชากรในประเทศจะโอเคกับการที่รัฐจะพยายามลดช่องว่างของรายได้มากกว่า
ซึ่งตรงนี้คือสาเหตุว่า ทำไมประชากรในสวีเดน ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากในรายได้ เชื้อชาติ
ถึงได้เคยโอเคกับการเก็บภาษีสูงๆมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นประเทศแห่งการอพยพมาขุดทองของคนในหลายๆประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย)
แต่เมื่อสถานการณ์ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีผู้อพยพไปอยู่อาศัยมากขึ้น
ทัศนคติของคนในแถบนั้น ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาวผิวดำมักจะเป็นผู้ที่ได้ใช้สวัสดิการรัฐมากกว่าคนผิวขาว
ในการศึกษาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า ชาวผิวดำเกือบครึ่ง (ในการศึกษา) คิดว่า สวัสดิการก็ยังต่ำไป
ในขณะที่ชาวผิวขาวเพียง 16% ที่คิดว่ามันต่ำไป
ในขณะที่ 25% ของชาวผิวดำ และ 55% ของชาวผิวขาว คิดว่ามันเยอะไป
และโดยทั่วไป คนที่ได้รับสวัสดิการนั้น ก็เพิ่มความต้องการขึ้นเรื่อยๆ

เท่าที่เขียนมา มันก็ดูเมคเซนส์ดีใช่ไหม
ที่คนจนจะเรียกร้องให้รัฐเก็บภาษีจากคนรวยๆเพิ่มขึ้น เพราะเขาจะได้ประโยชน์จากสวัสดิการมากขึ้น
แต่โลกเราไม่ได้ง่ายเช่นนั้น ยังมีความเมตตากับคนรวยๆในประเทศที่ประชากรมีความแตกต่างสูง มากกว่าที่เราอาจจะเคยคาดคิดกัน

ในขณะที่คนจนที่ได้รับสวัสดิการ จะต้องการสวัสดิการเพิ่มขึ้น ประชากรคนจนที่รับสวัสดิการก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แต่ในพื้นที่เดียวกันนั้น การสนับสนุนทางด้านสวัสดิการในพื้นที่ ก็น้อยลง
สรุปเรียกว่า ใช้เยอะ แต่ไม่ค่อยสนับสนุน  

ซึ่งพอมาดูการศึกษาจาก NBER หรือ National Bureau of Economic Research ก็พบว่า
กลุ่มคนจนที่จนแต่ยังไม่จนขนาดบ๊วยๆ มักจะมีความลังเล สับสน ตัดสินใจไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่องนโยบายการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

จากการค้นพบนี้ นำไปสู่การสรุปข้อค้นพบต่อไปว่า
คนจน ไม่ได้ต้องการ ไม่สนับสนุนการกระจายรายได้เช่นนี้ เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยบ้าง (ซึ่งเขาก็หวัง แต่ไม่ใช่เหตุผล)
แต่เขาไม่สนับสนุนการกระจายรายได้แบบนี้ เพราะว่า
เขาไม่ต้องการให้คนที่จนกว่าเขา หรืออันดับบ๊วย มีโอกาสขึ้นมาตีตื้น หรือแซงหน้าเขาไป ด้วยนโยบายแบบนี้

ในการศึกษาเรื่อง Last Place Aversion โดยสี่ขุนพล
Ilyana Kuziemko แห่ง Princeton
Taly Reich แห่ง Stanford
Ryan Buell และ Michael Norton จาก Harvard Business School
พวกเขาหานักเรียนมากลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนั้นจะได้รับเงินจำนวนไม่เท่ากัน แตกต่างลดหลั่นกันไป
จากนั้น เขาจะได้รับเงินอีกคนละ 2 เหรียญ เพื่อนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ในกลุ่ม
ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่ได้เงินมาน้อย แต่ไม่น้อยที่สุด จะนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ที่มีเงินมากกว่า
แต่กลุ่มคนที่ได้เงินมากในกลุ่ม กลับพยายามให้เงินเพื่อที่จะทำให้รายได้ของทุกคนเท่าๆเทียมกันมากกว่า

สรุปได้ว่า คนที่เงินน้อยเกือบบ๊วยในสังคม แม้ว่าจะหวังว่า เขาจะมีเงินมากกว่านี้
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขา ก็คือ ต้องมีคนที่ได้น้อยกว่าเขาอยู่เสมอ
นั่นคือ effect ของ Last Place Aversion หรือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นบ๊วย นั่นเอง
ซึ่งการที่ถูกคนบ๊วยแซงขึ้นหน้าแล้วเราถูกกลายเป็นบ๊วยแทน มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดยิ่งนัก

ถึงเรายังไม่แน่ใจกับเรื่องค่าแรงสามร้อยบาทในเมืองไทย
แต่เราก็มั่นใจว่า เราๆก็มีสัญชาตญาณการหนีบ๊วยกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสอบ เรื่องงาน เรื่องรายได้ เรื่องการจัดกลุ่มทำรายงานในโรงเรียน
ไม่เฉพาะเพียงเรื่องฐานะทางการเงิน

ใครอยากจะได้ อยากจะดี อยากจะถูกเลือก เป็นคนสุดท้ายบ้าง?