อัพเดทบล็อก โหนกระแสเชี่ยวกรากกันซะหน่อย
ก็คงจะไม่แคล้วเรื่องการเชิญบล็อกเกอร์ไปงาน

ถึงแม้จะโหนห้อยต่องแต่งกับกระแสนี้
แต่ก็ขอออกตัวไว้ก่อนว่า เขียนในมุมมองผู้สังเกตการณ์เป็นหลัก
เนื่องจากตัวคนเขียนเอง ไม่อาจหาญขยับขากรรไกรประกาศตัวเองเป็นบล็อกเกอร์
หากแต่เป็นบล็อกรอเก้อซะมากกว่า คือ นานๆทีถึงจะบล็อก ต้องให้คนอ่านรอเก้อแล้วรอเก้ออีก
นานๆทีจะออกสังคม ออกงาน อะไรกับเขาบ้าง
สิ่งที่เขียนด้านล่าง จึงเป็นสิ่งที่สรุปจากการสังเกตการณ์และการรู้จักพูดคุยกับบล็อกเกอร์หลายๆแนวเป็นหลัก
ซึ่งคิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์กับเจ้าของสินค้าที่สนใจโปรโมทสินค้าบริการผ่านบล็อกเกอร์อยู่บ้าง

.

อะ มาดูกันก่อนว่า “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า บล็อกเกอร์” ในความหมายของเรา คืออะไร
บล็อกเกอร์ Blogger โดยความหมายทั่วไป ก็คือ คนที่เขียนบล็อก น่ะสิ
แต่ ณ จุดนี้ เราคงไม่ได้ตีกรอบ บล็อกเกอร์ แค่คนเขียนบล็อก
แต่ยังรวมไปถึง Tweeple หรือ คนที่ใช้ Twitter และโพสต์ข้อความ หรือที่เรียกกริยานี้ว่า ทวีต
ในสิ่งที่ตนเองสนใจ คิด นึก กระทำ

ซึ่งทั้ง Blogger และ Tweeple ที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้
ก็มักจะมีจุดขายจากเนื้อหาที่โพสต์ ซึ่งมีกำเนิดมาจากความสนใจของตนเอง
แล้วมันไปโดนใจกลุ่มคนคอเดียวกัน หรือมีความสนใจร่วมกันเป็นจำนวนหนึ่ง
ซึ่งจริงก็พอรู้ๆกันอยู่แล้วว่าบล็อกเกอร์คืออะไร ทวิตเตอร์คืออะไร ในสังคมออนไลน์ปัจจุบัน

.

แต่ถ้าจะเรียกว่า ” Blogger และ Tweeple ” ก็ดูจะยาวเกินไป
ถ้าจะเรียกว่า ” Online Celeb ” มันก็ฟังดูประชดประชัน อุปโลกน์ไปหน่อย
ตอนนี้ก็เลยขอถือวิสาสะเรียกรวมกันสั้นๆว่า “Blitter” ก็แล้วกันนะ

.

Blitter กับ นักข่าว

การกำเนิดของ Blitter ทำให้การกระจายข้อมูลของแบรนด์ เปลี่ยนไปมาก
นักข่าวนั้น แบรนด์มักจะรู้ดีอยู่แล้วว่า นักข่าวต้องการอะไร ต้องทำ material ให้แบบไหน
ในขณะที่ Blitter เป็นกลุ่มใหม่ ที่เกิดมาเพื่อให้ PR มีงานเพิ่มขึ้น : -)

แต่ครั้นจะไม่ใช้ประโยชน์ของ Blitter เลย ก็เป็นการหันหลังให้กระแสอย่างหักหาญ
เพราะ Blitter ก็มีคุณประโยชน์ สารอาหาร และให้ความอูมามิ กับแบรนด์ ในระดับที่เกิด impact ได้ไม่มากก็ยังนับว่ามี
แต่ด้วยความที่นิยามของ Blitter มักจะกลายไปเป็นเรื่องของ สื่อแนวใหม่
จึงทำให้การรับรู้ของแบรนด์ที่มีต่อ Blitter ก็คือ นักข่าว
ซึ่งบ่อยครั้ง แบรนด์จึงอนุมานว่า ความต้องการ และธรรมชาติของ Blitter กับนักข่าว ก็เหมือนๆกัน

ดังนั้นจึงขอสรุปความแตกต่างของ Blitter กับนักข่าว ไว้คร่าวๆได้ 3 ประเด็นใหญ่ๆ

1. ความเป็นอาชีพ
Blitter ในเมืองไทย ไม่ได้มีอาชีพเป็น Blitter ในขณะที่นักข่าว มักจะมีอาชีพเป็นนักข่าว
ดังนั้น เวลาทำงานของนักข่าว จึงไม่เหมือนเวลาทำงานของ Blitter
Blitter มีอาชีพหลักเป็นอย่างอื่นกัน ซึ่งหลายๆคนแม้จะเป็น Freelance ก็จริง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจัดสรรเวลาได้เหมือนนักข่าว และไม่ได้ให้เวลาได้มากเท่านักข่าว
ยกเว้น Blitter ที่เป็นนักข่าว ทูอินวัน

2. ผลประโยชน์
แม้ว่า Blitter จะต้องการเงินเลี้ยงชีพ แต่การเป็น Blitter นั้น มักเริ่มมาจากความสนใจ
โดยที่มีอาชีพอื่นเป็นท่อส่งน้ำเลี้ยงเสียมากกว่า
มุมมองทางด้านผลประโยชน์ของการมางานของแบรนด์
จึงแตกต่างกับนักข่าวอย่างค่อนข้างชัดเจน
โดยที่ผลประโยชน์ของ Blitter อยู่ที่คุณค่าของตัวเองเป็นหลัก
แต่นักข่าว จะอยู่ที่การทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมายให้ทันขึ้นแท่นพิมพ์ ขึ้นเว็บ เป็นหลัก

3. จุดประสงค์
Blitter มางานของแบรนด์ ก็ต้องการทำหน้าที่ Blitter
ทำยังไงให้ Blog หรือ Twitter Timeline ของตนมีคุณค่าเพิ่มขึ้นในแบบของตน
แค่ข่าว ไม่ค่อยจะทำให้ Blog หรือ Twitter นั้นๆ เป็นตัวของตัวเองได้
Content ที่เกิดจากการเขียนเอง คัดเลือกเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญของ Blitter
ในขณะที่นักข่าว มางานของแบรนด์ เพื่อทำหน้าที่เก็บข่าวเป็นหลัก
ซึ่งสองจุดประสงค์นี้ ทำให้การตอบสนองจุดประสงค์ของสองกลุ่ม อาจจะต้องต่างกัน

พอรู้คร่าวๆถึงความแตกต่างอย่างนี้แล้ว
สิ่งแรกที่พึงกระทำก็คือ มองหาว่า Blitter คนไหนจะเอื้อประโยชน์กับแบรนด์ได้
ถึงเวลาที่จะเลือกเฟ้น ชอปปิ้งหา Blitter ในดวงใจกันแล้วล่ะ

.

การเลือกหา Blitter

Blitter บางคน ไม่ต้องการที่จะเอาตัวเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจให้เสียความเป็นกลาง
แต่ก็อีกจำนวนมาก ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่อง win-win ทั้งฝ่าย Blitter เองและฝ่ายธุรกิจ
โดยที่ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลายทางเกิดความเดือดร้อนจากความหลอกลวง หรือดันอวยกันเกินไป
การไปงานของ Blitter มักได้ชื่อเสียง connection ต่างๆ และ reputation มากขึ้น
ซึ่งดีกับ Blog หรือ Tweet ของ Blitter เอง
ในขณะที่ฝ่ายแบรนด์ ก็ได้กระจายข้อมูล กระจายภาพลักษณ์ของตัวเอง ให้เป็นที่รู้จัก และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นด้วย
การเข้าหา แนะนำตัวต่อ Blitter จึงมักไม่ได้เป็นอะไรที่เสียหลาย ไม่ต้องกลัวหน้าหงายเงิบกลับมา

การที่หา Blitter “คนไหนก็ได้ที่มีคนติดตามเยอะๆ” ไม่ได้แปลว่า จะได้ผลดีเสมอไป
ยิ่งถ้าลูกค้าของแบรนด์เป็นกลุ่ม Niche การตั้งจำนวนผู้ติดตาม Blitter คนนั้นเป็นธงแรกในการหา อาจจะทำให้หลงทาง
อย่าเพิ่งมองข้าม Blitter ที่ยังมีคนติดตามน้อยๆ ให้มองที่คุณค่าของสิ่งที่เขาผลิตขึ้นมา
เราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่ง Blitter คนนั้นเขาจะดังเปรี้ยง หรือทวีต บล็อกของเขา ถูกแพร่ไปไกลขนาดไหน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าแค่เห็น Blitter คนใดคนหนึ่งพูดถึงแบรนด์ตัวเองขึ้นมาก็รีบเชิญเขามางาน
ให้มองว่า

1. Blog หรือ Tweet ของเขา เข้ากับแบรนด์เราและงานนั้นๆของแบรนด์เราได้หรือเปล่า
ไม่ใช่เห็น Blitter ด้านไอทีจ๋าๆ แต่follower เยอะดีเลยเชิญมางานเปิดตัวคอนโด อะไรงี้
หรือ Blitter ด้าน Lifestyle กลับเชิญไปงานเพื่อโปรแกรมเมอร์ อะไรงี้

2. ความสม่ำเสมอในการ Blog/Tweet
เพราะ Blitter ที่ไม่สม่ำเสมอ การเชิญเขาไปงาน หรือการรีวิวของแบรนด์เรา
ก็อาจจะไม่ค่อยได้เผยแพร่ ไปจนถึง ไม่ได้เผยแพร่เลย
และจำนวน Follower/Reader ของเขา ก็จะไม่ค่อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย

(ต่อไปนี้ ขอเรียกการ Blog/Tweet ว่า Blit เพื่อความสั้น)

3. คุณภาพในการ Blit
เนื้อหามีคุณภาพดี ไม่ได้ลอกใครมา หรือเปล่า
เขา Blit ด้วยใจ หรือเขา Blit ด้วยประโยชน์แอบแฝง

4. ทัศนคติโดยรวมที่ออกมาจาก Blit
Blitter คนนั้นมีทัศนคติยังไง ผีเข้าผีออก คุ้มดีคุ้มร้าย หรือมีอะไรแอบแฝงเยอะหรือเปล่า
อันนี้แล้วแต่ว่าพิจารณาแล้วก็ยังจะยุ่งด้วยหรือเปล่า
การเลือก Blitter มีความเสี่ยง แบรนด์ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนกับ Blitter

5. ความสามารถหรือข้อจำกัดของ Blitter
สมมติว่าค้นพบ Blitter ที่คุณสมบัติ 4 ข้อเบื้องต้น เริ่ดมาก
แต่ด้วยความสามารถหรือข้อจำกัดเขา ทำให้เขาเข้าร่วมอะไรได้อย่างจำกัด
เช่น อยู่ต่างประเทศ บินมางานไม่ได้ งานยุ่ง 7 วัน ปลีกตัวมางานแทบไม่ได้เลย
ก็ต้องพิจารณากันไป ว่าถ้าจะเลือก จะแก้ไขได้อย่างไร

.

การจัดงานเพื่อ Blitter

เป็นการบ้านของแต่ละแบรนด์/เอเจนซี่ เองว่า งานแบบนี้ Blitter กลุ่มนี้ ควรจะจัดงานแบบไหน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็น Blitter แนว Geek ไม่ขับรถ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า และส่วนใหญ่เป็นคนทำงานประจำ
ก็ไม่ควรจัดงานเวลาทำงานในสถานที่ที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึง ดาราไม่ต้องเพราะไม่รู้จัก
ถ้าเป็น Blitter แนวคุณแม่ลูกยังเด็ก ก็ไม่ควรจัดงานเวลาที่ต้องไปรับส่งลูก และวันที่เป็นแฟมี่ลี่เดย์ และในเวลาดึกๆ
ถ้าเป็น Blitter แนวไลฟ์สไตล์ ก็ไม่ควรจะจัดงานที่เทคนิคัลมากๆ เพราะจะฟังไม่รู้เรื่องกัน และในทางกลับกันก็เช่นกัน

แต่ก็ยังมีข้อสรุปรวมๆให้เป็นแนวทางคร่าวๆได้ เช่น

1. Blitter ส่วนใหญ่ แม้จะไม่กร่าง แต่ก็ไม่ง้อ เพราะเขาถือว่า เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน (เท่าไหร่นัก)
จะว่าดีก็ดี จะว่าแย่ก็แย่ ที่ Blitter ในเมืองไทย”ยัง”ไม่สามารถทำเงินจากการเป็น Blitter ได้ในระดับเลี้ยงชีพสบายๆ
เมื่อเขาไม่ง้อ การที่จะคิดว่าจะจัดงานยังไงก็ได้เพื่อแค่ให้มีข่าวออกไป ยังไง Blitter ก็ต้องมา
จึงเป็นความผิดพลาดในการเชิญ Blitter
และยิ่งในเวลานี้ที่ใครๆก็เริ่มต้องการ Blitter ไปงานมากขึ้น Blitter เขาก็เลือกได้
แต่ก็อย่าไปเอาใจจนเขาเกรงใจหนัก ต้องตัดความสัมพันธ์เพราะไม่อยากเอียงข้างมากไปก็แล้วกัน

2. Blitter ค่อนข้างอ่อนไหวกับการให้ความสำคัญกับตนจากเจ้าของงาน
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องปูพรมแดงให้ ต้องอุ้ม ป้อนข้าว (นอกจากจะเป็นคอนเซปท์ของงาน)
แต่ไม่ควรจะละทิ้งเหมือนมาโดยไม่ได้รับเชิญ หรือในฐานะต่ำกว่าสื่อใหญ่
โดยเฉพาะ Blitter ที่ไม่ได้ออกงานเป็นงานอดิเรก เขาจะยิ่งไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงในที่ๆคนไม่รู้จักเต็มไปหมด
จะดีมากถ้ามีคนช่วยดูแลกลุ่ม Blitter โดยเฉพาะ Blitter ที่ไม่รู้จะคุยกับใครก็จะได้ยังคุยกับคนนี้ได้

3. การแยกจัดงานเพื่อน Blitter กับสื่อหลัก ก็ดีเหมือนกันในบางครั้ง ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง
Blitter มักต้องการเนื้อมากกว่าน้ำ ต้องการทดลองสินค้า บริการ ที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ
การได้ทานอะไรอร่อยๆฟรี ได้ของแพงๆฟรี ถ่ายรูปกับเซเลบ เป็นเพียงน้ำจิ้ม ที่ Blitter บางคนก็อาจจะต้องการ
แต่มันไม่ได้ช่วยเสริมคุณค่าอะไรให้ Blit ของ Blitter เลย
ทำๆไปนานๆ Blitter ก็อาจจะรู้สึกงานของแบรนด์นี้ไม่มีสาระ ไม่ควรเสียเวลามาก็ได้
เพราะ Blitter หลายๆคนเขาก็มีปัญญาหาของดีๆกิน ซื้อของแพงๆใช้เอง
ไม่ต้องมานั่งกินนั่งใช้ที่งาน และไม่ต้องเสียเวลานั่งฟังเซเลบที่มักจะไม่รู้เรื่องสินค้าบริการนั้นจริงๆ พูดบนเวทีด้วย

4. สิ่งที่ Blitter ต้องการในงาน
ข้อมูลของสินค้าหรือบริการของแบรนด์นั้นๆ ซึ่งมักจะแตกต่างกับ Press Kit ที่ให้นักข่าว
Press Kit ก็ดีที่สรุปข้อมูลให้มา แต่การที่ได้สัมผัส ทดลองใช้สินค้า บริการของแบรนด์
เป็นเรื่องสำคัญมาก และควรมีให้ทดลองอย่างพอเพียงกับ Blitter แต่ละคน
และควรจะเป็นสินค้าบริการ ในรูปแบบที่เหมือนกับให้ลูกค้าทั่วไป
ไม่ใช่อู้ฟู่เต็มสูบมาในงาน พอ Blitter เอาไปโพสต์ ลูกค้าคนอื่นมาเห็น อยากได้งี้บ้าง
แต่พอไปใช้สินค้าหรือบริการเข้าจริงๆแล้วมันไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะโดนด่ากันทั้ง Blitter และเจ้าของแบรนด์
ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ Blitter ที่ลูกค้ารู้สึกว่า อยู่ข้างผู้บริโภคมากกว่า ลบไปด้วย 
Blitter จำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับสินค้าบริการแบบ “as-is” ด้วยประการ ฉะนี้
ซึ่งตรงนี้เป็นจุดแตกต่างจากที่สื่อหลักนำไปลงเพื่อประชาสัมพันธ์
เวลาจัดงานหรือเตรียมสินค้าบริการให้ Blitter รีวิว จึงควรคำนึงถึงจุดนี้ด้วย
และอย่าหลอก Blitter ด้วยคำยกยอสินค้าบริการแบบการตลาดๆซะให้ยาก
Blitter เขามักรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หาข้อมูลจากที่อื่นมาเทียบ Press Kit ได้

5. KPI ของ Blitter
อย่าไปถามกดดัน Blitter ว่า Blit ที่พูดถึงงานที่เชิญไป หรือรีวิวสินค้าที่ให้ไป พูดไปหรือยัง มีคนมาดูเท่าไหร่ เยอะไหม
การถามหา KPI จาก Blitter เป็นสิ่งที่ค่อนข้างหยาบคาย
เพราะ Blitter เขาไม่ได้คิดว่าเขาเป็นลูกน้อง หรือรับจ้างแบรนด์เรามาทำประโยชน์ให้
ยกเว้นว่ามีผลประโยชน์ตกลงกันชัดเจนตั้งแต่แรก
ถ้าอยากรู้จริงๆให้ไปหาทางอ้อมเอา ไม่ยากหรอก

6. ความเห็นในแง่ลบจาก Blitter
สิ่งที่ Blitter หลายๆคนหนักใจในการพูดถึงงาน หรือสินค้าบริการ ของแบรนด์ที่เชิญก็คือ
ถ้าจะไม่ Blit ในแง่ลบเลย ทั้งๆที่มีชัดเจน คันปาก อยากเม้า ก็เหมือนขายวิญญาณ Blitter ไปแล้ว
แต่ถ้า Blit แง่ลบลงไป ก็เกรงใจแบรนด์อีก หรือกลัวว่าแบรนด์จะไม่เชิญไปงานหรือไม่ส่งสินค้าบริการมาอีก
ตรงนี้จึงอยากให้แบรนด์ใจกว้างกับความเห็นแง่ลบของ Blitter
เพราะนั่นถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเข้ามาติดตามดู Blit
และนั่นก็ทำให้แบรนด์ต้องการที่จะเชิญเขามางานหรือมาทดลองสินค้าบริการในฐานะ Blitter
ถ้ารับแง่ลบไม่ได้ ก็ไม่ขอแนะนำให้แบรนด์เปลืองแรงมาเชิญ Blitter ไปงานหรือรีวิวสินค้าเลย

(แต่…แบรนด์นั้นก็จะตัดขาด Blitter ไปไม่ได้หรอก
ถ้าแบรนด์ไม่ให้ฟรีมา Blitter เขาก็มีปัญหาไปซื้อไปหามา Blit ได้เองอยู่ดี)

.

การบำรุงรักษา Blitter

จริงๆแล้ว Blitter ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คุยด้วยยาก
การผูกความสัมพันธ์กับ Blitter ดีๆ ก็เหมือนแบรนด์มีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคอยู่ข้างกายด้วยเช่นกัน
และ Blitter ที่ดีๆ ก็ไม่ได้ต้องการการบำรุงรักษาอะไรจากแบรนด์มาก
ไม่ได้ต้องการอะไรมากให้รู้สึกว่าเป็นสินบน แต่ถ้าได้อะไรพิเศษบ้างก็รู้สึกดีด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเราไม่นิยมการเอาใจ Blitter มากๆนัก โดยเฉพาะในแบบที่ไม่ตรงไปตรงมา
(แต่ถ้า Blitter คนไหนเรียกร้องมากๆก็ต้องระวังกันเองนะ)
แม้ว่า Blitter จะมีอคติ ความลำเอียงส่วนตัวในการเขียน Blit
แต่นั่นก็คือสเน่ห์ของ Blitter แต่ละคน
ที่จะถูกทำลายลงเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวในลักษณะที่ไม่โปร่งใส
ถ้าแบรนด์เห็นว่า Blitter คนไหนชักจะไม่เข้าที
ก็อย่าไปเปลี่ยนเขาด้วยการให้ผลประโยชน์มากๆ เพราะการเฟคบนโลกออนไลน์มักจะโดนเปิดโปงรวดเร็ว
หรือถ้าจะให้ตำแหน่งพรีเซนเตอร์แบรนด์กับ Blitter คนใด ก็ทำไปเลยอย่างชัดเจน
จะได้ยังช่วยบำรุงรักษาวงการ Blitter ให้ยังมีความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภคต่อไปได้

ใช่แล้ว และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำไมแบรนด์ต้องพึ่ง Blitter

.

หวังว่า Blit นี้ จะทำให้แบรนด์ เห็นช่องทางความสัมพันธ์ราบรื่นกับ Blitter ทั้งหลายมากขึ้นนะจ๊ะ