เมื่อเริ่มต้นคิดอะไรสักงานหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นงาน IA
ถ้าใครมาถามเราว่า ควรจะเริ่มต้นอย่างไร
ตอนนี้เราสรุปว่า เราก็จะบอกอย่างนี้

ให้เริ่มที่ข้างขวา

ข้างขวาในที่นี้คือ “สมองซีกขวา”
ที่ๆซึ่งเป็นแหล่งก่อเกิดความคิดแบบสร้างสรรค์ มองภาพแบบองค์รวม ไร้แบบแผน
ในขณะที่ สมองซีกซ้าย
ใช้เพื่อการทบทวนพิจารณาใคร่ครวญทางตรรกะ รายละเอียด แพทเทิร์น

กระบวนการการออกแบบ การคิดแก้อะไรบางอย่าง
โดยทั่วไป จำเป็นต้องใช้สมองทั้งสองซีก ทำงานสลับและส่งเสริมซึ่งกันและกัน
จะขาดซีกใดซีกหนึ่งไปไม่ได้
เพราะถ้าขาดซีกขวา งานที่ออกมาก็มีแนวโน้มจะน่าเบื่อ ไม่มีความแปลกใหม่ ถึงจะใช้งานได้ ฟังก์ชั่นครบถ้วนก็เถอะ
แต่ถ้าไม่มีซีกซ้าย ก็จะไม่สามารถตบลงสู่ความเป็นจริง ข้อจำกัดต่างๆได้

เมื่อซีกขวาเก่งด้านตีฟู ซีกซ้ายเก่งด้านตบแฟบ
เราก็ควรจะใช้ซีกขวาก่อน เพราะการตีฟูแล้วตบแฟบ
มันง่ายว่าการตบแฟบแล้วค่อยตีฟู กว่ากันมากกกกกกกกกกกก
อันนี้ ตามหลักฟิสิกส์ กข เลยนะเนี่ย 555

โอเค ตอนนี้เราหยิบซีกขวาออกมาแล้ว ซีกซ้ายพักไว้ในตู้เย็นก่อน
แล้วเริ่มปล่อยให้ซีกขวาทำงาน
เพื่อเราจะได้เห็น

“ภาพรวม” และ “คำตอบ”

โดยการ คิดฟุ้ง เพ้อฝัน กระจัดกระจาย ที่เรียกให้เก๋ๆว่า

BRAINSTORMING 

ซึ่งมีความหมายตรงตัวเลย
เราลองนึกภาพพายุที่มันมีสมองหลายๆก้อนอยู่ในงวงพายุนั่น
บินต่ำบินสูง หมุนวน ชนกัน
ก็คือการที่ไอเดีย ความคิด ที่มันถูกตีฟูขึ้นมาจากพายุนั้น เกี่ยวกับ

WHAT  WHY  WHO  WHEN  WHERE  HOW

มันคืออะไร ทำไมต้องมัน(เปิดเพลงพี่เบิร์ดไปด้วย) มันมีไว้เพื่อใคร
ใช้มันตอนไหน ใช้มันที่ไหน ใช้มันอย่างไร
เพื่อให้เรา “รู้จัก” กับ “มัน”(ที่ไม่ใช่ potato) มากที่สุด

ฟุ้งขึ้นมาแล้วก็ยังไม่ต้องไปตัดสินว่าถูกหรือผิด
แต่ให้จับความคิดที่ฟุ้งๆโผล่ๆผลุบๆนั้นไว้ด้วยอุปกรณ์สุดแสนไฮเทค
ที่เหมาะสมกับสมองซีกขวาสุดๆ นั่นก็คือ

กระดาษ/กระดาน กับ ปากกา/ดินสอ

จากประสบการณ์ส่วนตัว กระดาษกับปากกาจะเป็นอุปกรณ์ที่มีความยืดหยุ่นสูงในการระบายความคิด
ไม่ต้องยึดติดกับ Pattern ใดๆเหมือนอย่างการบันทึกในคอม หรือแม้แต่ใน iPad
Word หรือ Notepad ก็บังคับให้เราต้องเขียนตัวหนังสือไปตาม Linear บรรทัด วาดรูปก็ไม่ได้ดั่งใจ
Photoshop, Illus ก็ทำให้เราวุ่นวายกับเครื่องมือในการวาดให้สวยมากเกินไป
พวกโปรแกรมวาดรูปเขียนเส้นบน iPad ก็ยังวาดไม่ได้อย่างที่คิด
แม้แต่โปรแกรม Mind Map บางทีก็ยังไม่ได้อย่างใจ เวลาต้องการโยงใยเป็นเน็ตเวิร์กจีเอสเอ็ม
รวมๆเรียกได้ว่า มันยังมี Pattern ที่ยังบังคับให้เราเขียนตามตั้งแต่แรก
มันจึงอาจจะยังไม่เหมาะกับการใช้งานในขั้นตอนแรกสุดสุด

การใช้อุปกรณ์เซ็ตนี้ ไม่จำเป็นต้องมีลายมือที่สวย หรือพื้นฐานในการวาดรูป
เพียงแค่นึกไรออก ก็จดลงไป โยงใยตามที่อยากจะให้เป็น ยุ่งเหยิงแค่ไหนก็ได้
เพราะจุดประสงค์เราคือการ Brainstorm
โดยที่ไม่มี Pattern ในการวาดเขียนมาขวางกั้นระหว่างเราสอง
และสามารถแจมได้หลายๆคนภายในที่ๆเดียวกันอย่างแท้จริง เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม

เพราะสิ่งหนึ่งที่จะเกิด ถ้าเราเอา Pattern เข้ามาใช้ตั้งแต่ต้น
นั่นก็คือ การ Brainstorming จะถูกใส่กรอบ ทำให้สมองซีกขวาทำงานได้ไม่เต็มที่

แต่ถ้ามีเอกสาร หรือข้อความ เนื้อหา การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ทำ
ก็ต้องเอามาย่อยไปพร้อมๆกัน เพื่อให้มีความเข้าใจในสิ่งที่จะทำมากยิ่งๆขึ้นไป
อย่างเช่น ถ้าจะออกแบบโรงพยาบาล ก็ต้องเข้าใจธุรกิจโรงพยาบาล การทำงานของแพทย์ กิจกรรมต่างๆ
ถ้าจะออกแบบ E-Trading ก็ต้องเข้าใจเรื่องหุ้น ความสำคัญของตัวแปรแต่ละตัว ฯลฯ
เราไม่สามารถจะนั่งเทียนหรือ Brainstorming โดยที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆเลยได้
ซึ่งการใฝ่หาความรู้เรื่องสิ่งนั้นๆ กลับเป็นจุดแข็งที่ทำให้เรา Brainstorming ได้เจ้มจ้นยิ่งขึ้น

.

ข้างล่างนี้ เราสร้างตัวอย่างผลจากการทำ Brainstorming ขึ้นมา
ซึ่งขอเอาเคส #thaiflood มาเป็นตัวตั้ง
สมมติว่าเราอยากทำอะไรสักอย่างที่ทำให้การบรรเทาสาธารณภัยมันง่ายขึ้น
พอเข้าไปอ่าน thaiflood.com แล้ว และอ่านทวีตมาพอสมควร
เราจึงลองวาดเขียน คุ้ยเขี่ย เพื่อหาไอเดียดีๆดู
ไม่มีอะไรผิดถูกในการจะคิดถึงอะไรก่อนหลัง เชิงลึกหรือตื้น ภาพรวมหรือภาพจิ๊บๆ

ภาพ Brainstorming 1

เราลองวาดภาพคนที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มต้นว่า มีฝ่ายไหนบ้าง (เป็นพวกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย) มีหน้าที่หลักๆประมาณไหน แล้วเราก็จะได้ภาพรวมคร่าวๆมาว่า แบ่งเป็นสามฝ่าย นั้นก็คือ ผู้จัดการ ผู้ต้องการ(Demand) และผู้ให้(Supply)

 
ภาพ Brainstorming 2

เนื่องจากช่วงนี้กำลังทำงานเกี่ยวกับ Supply Chain ก็เลยนึกอะไรก็อินไปทางนั้น เราเลยตั้งชื่อไอเดียนี้คร่าวๆว่า Collaborative Supply Chain ซึ่งเป็นระบบ Supply Chain แบบเปิดให้ประชาชนร่วมกันใช้ เพื่อการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนที่(น่าจะ) มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ตีฟูไปคิดดูว่า เหตุการณ์อะไรที่ใช้ระบบนี้ได้บ้าง แล้วแต่ละกิจกรรมมันใส่เข้า Framework มาตรฐานของการทำ Supply Chain ได้อีท่าไหน

ภาพ Brainstorming 2

หน้านี้ตีฟูเรื่องอุปสรรคขวากหนาม โว้วโว ของระบบนี้ รวมไปถึง Component ที่จะมี จะเห็นได้ว่า อันไหนไม่เอา ณ จุนั้นก็ขีดฆ่าเห็นๆ อยากวาดรูปเมื่อไหร่ก็วาดได้ เรื่องอะไรก็ได้ ไม่ผิดกติกาทั้งนั้น

ภาพ Brainstorming 4

จะเห็นได้ว่า คิดภาพรวมบ้าง แล้วก็ลงมาคิดภาพละเอียดลงบ้าง อะไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องครบถ้วน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตัดอะไรออก ณ จุดนี้ จริงๆเราได้กรอบใหญ่ๆมาตั้งแต่รูปที่สอง นั่นก็คือ WHAT ที่เราบังเกิดไอเดียออกมาว่าเป็นระบบ CSCS หลังจากนั้น ก็ตีฟูเป็นรายละเอียดและการทำงานของระบบ โดยคำนึงถึงว่า จะใช้งานในส่วนไหนบ้าง(ส่วน Supply) ใครจะมาใช้(ประชาชนคนที่ไม่เดือดร้อน) และใช้เมื่อไหร่(เมื่อมีภัยพิบัติ) ในประเทศไทย หรือแม้แต่ข้ามประเทศ

ภาพ Brainstorming 5

บางทีเรามองภาพรวมเพื่อคิดรายละเอียด (Top-down approach) และมองรายละเอียดเพื่อไปคิดถึงภาพรวมใหม่ (Bottom-up approach) มันจะคิดสลับๆกันไปแบบนี้ ซีกซ้ายอาจจะเข้ามาแจมๆบ้าง แต่ก็ต้องให้เป็นในฐานะลูกมือ และปล่อยให้ซีกขวาเป็นเจ้ามือ(กินเรียบ)ต่อไป

.

เมื่อเราได้ทุกสิ่งอันที่พยายามเค้นออกมาจากสมองซีกขวาได้แล้ว
เมื่อเรามองสิ่งที่เราวาดเขียนออกมาจากหัวทั้งหมด ซีกซ้ายของเราก็อาจจะสังเกตเหตุ Pattern อะไรสักอย่าง
และนั่นคือลำดับต่อไป

.

ของแถมสำหรับคนอยากได้แบบฝึกหัด Brainstorming

ถ้าโลกใบนี้ เป็นเหมือนโลกดราก้อนบอล ที่ถ้าสะสมลูกแก้วครบ 7 ลูก จะขอพรจากเทพเจ้ามังกรได้
แต่มันยากแสนเข็ญเพราะแต่ละลูกมันจะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของยอดฝีมือทั้งนั้นเนี่ยสิ
แล้วยังมีเบจิต้า หงอคง บลูม่า หยำฉา และอื่นๆอีก มีทั้งฝ่ายอธรรม ธรรมะ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

เราจะมีไอเดียทำอะไรขึ้นมา จากโลกดราก้อนบอลนี้ ได้บ้างไหมนะ?

.