ตั้งแต่ตั้งบล็อก iamIA ขึ้นมา ก็ยังไม่ได้เขียนถึง IA เลยเนอะ
ใครถามว่า iamia อ่านว่าอะไร หมายความว่าอะไร ก็ไม่ค่อยจะได้ตอบสั้นๆ(ถ้าไม่ขี้เกียจ)ซะที
วันนี้ มาทำความรู้สึก IA โดยพื้นฐานกันดีกว่า
โดยผ่าน bullet เป็นข้อๆกันไป

1. IA ย่อมาจากอะไร?

IA ย่อมาจาก Information Architecture ซึ่งเป็นชื่อเรียกศาสตร์แขนงหนึ่ง
คนที่ทำงานด้านนี้ เรียกว่า Information Architect ซึ่งย่อเป็น IA เหมือนกัน

2. แล้ว IA มันคืออะไร?

จะบอกว่านี่คือคำถามโลกเมื่อยสำหรับคนประกอบอาชีพเป็น IA มาก
เพราะปฏิกิริยาที่จะได้รับจากผู้ฟังหลังจากบอกว่า ทำงานด้าน Information Architecture ก็คือ

“ฮ้ะ ?!?”

แล้วหลังจากนั้น เราก็ต้องสาธยายยาวยืดปื้ด แถมรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
ตามแต่สถานการณ์ตอนนั้นจะพาไป อธิบายแทบไม่เคยเหมือนกันสักกะรอบ

ถ้าเอาตามที่นิยามกันมากมายก่ายกองยกขึ้นมาก่อน
ที่วิกิจัง นิยาม IA ไว้ในแง่มุม Job Description ค่อนข้างครอบคลุมว่า
“Information architecture (IA) is the art of expressing a model or concept of information used in activities that require explicit details of complex systems. Among these activities are library systems, Content Management Systems, web development, user interactions, database development, programming, technical writing, enterprise architecture, and critical system software design. Information architecture has somewhat different meanings in these different branches of IS or IT architecture. Most definitions have common qualities: a structural design of shared environments, methods of organizing and labeling websites, intranets, and online communities, and ways of bringing the principles of design and architecture to the digital landscape.”
(http://en.wikipedia.org/wiki/Information_architecture)

เอาให้สั้นขึ้นมาอีก เรามาดูนิยามของตัวพ่อคนหนึ่งในวงการ IA
Jesse James Garett เขานิยามเอาไว้ในแง่มุมงานของ IA ที่กว้างกว่าว่า
“Information architecture encompasses a wide range of problems. But regardless of the specific context or objectives of a given information architecture project, our concern is always with creating structures to facilitate effective communication. This notion is the core of our discipline.”
(http://www.jjg.net )

ยังไม่พอ เราไปดูสถาบัน IA เขานิยามในแบบ ดิกๆ ไว้ว่าอย่างไร
“The structural design of shared information environments.”
“The art and science of organizing and labeling web sites, intranets, online communities and software to support usability and findability.”
“An emerging community of practice focused on bringing principles of design and architecture to the digital landscape.”
(http://iainstitute.org/en/learn/resources/what_is_ia.php)

และสุดท้ายของตัวอย่างในที่นี้
ที่ Guardian.co.uk ให้คำนิยามเก๋และสั้นกระชับ (แต่คนอื่นอ่านแล้วคงรู้สึกว่า “อะไรวะ”) ไว้ว่า
“the art and science of organising websites”
(http://www.guardian.co.uk/help/insideguardian/2010/feb/02/what-is-information-architecture)

ส่วนตัวเรา กรณีส่วนมากที่ต้องอธิบายให้กระชับสั้นๆก็คือ
“ก็เหมือนสถาปนิกทั่วไปนั่นแหละ แต่เปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่อง มาเป็นเรื่องข้อมูล เรื่องเว็บ เรื่องแอพลิเคชั่น”
หรือสั้นกว่านั้น ในกรณีที่ผู้ฟังห่างไกลวงการมากๆ ก็คือ
“ออกแบบระบบเว็บใหญ่ๆ” แค่นั้น จบปึ้ง
(http://www.iamia.net/ )

3. IA ทำอะไร?

ตัวแม่ของวงการนามว่า Christina Wodtke ได้ให้นิยามของงาน IA ไว้ถูกเป๊ะว่า
” แบบพิมพ์เขียวของเว็บไซต์ ”
นั่นแหละ สิ่งที่ IA ทำ
แบบพิมพ์เขียว ใช้เพื่อคุยกับลูกค้า เจ้าของงาน ให้เมคชัวร์ว่าสิ่งที่เราถ่ายทอดออกแบบ
มันเป็นไปตามที่เขาต้องการ และเหมาะกับธุรกิจ กิจกรรมของเขาจริงๆ
ใช้เพื่อคุยกับผู้รับเหมา ว่าให้สร้างตามนี้ๆ มีตำแหน่งเสาเข็มแน่นอน
มีจำนวนห้องและตำแหน่งของโครงสร้างต่างๆแน่นอน
ในงานสร้างเว็บหรือเว็บแอพลิเคชั่น ก็เช่นกัน
เอกสารของ IA ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวเชื่อมความเข้าใจต่อโครงการให้กับทุกๆฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นทางลูกค้า ที่ดูเพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งที่ต้องการ และเหมาะสมที่จะมี อยู่ในงานแล้ว
ให้ลูกค้าดูว่า โครงการมีลักษณะการทำงานอย่างไร
ให้ทางฝ่ายผลิตดู ว่าเขาต้องสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง ต้องทำให้สวยได้อย่างไร
และเป็นตัวเชื่อมและ Track งาน เช็คงาน ตรวจงาน ตลอดกระบวนการได้

อีกคำหนึ่งที่ต้องบอกนั่นก็คือ IA เป็นงานสร้างสรรค์ ซึ่งต้องยืนอยู่บนความเป็นจริงเหมือนกัน
และค่อนข้างจะเป็น Tailor Made คือ ต้องวิเคราะห์จากความต้องการหลายๆด้านก่อน
ไม่ใช่โจทย์ให้ทำหมวก ก็ทำหมวกขึ้นมา ไม่ได้หาก่อนเลยว่าควรเป็นแบบไหน วัสดุอะไร

4. IA ไม่ทำอะไร?

IA ไม่ทำอะไรหลายๆอย่าง แต่คนยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะคนรู้จักน้อย
ที่แน่ๆ รวมไปถึงการทำเว็บดีไซน์ ทำกราฟฟิกสวยๆ เพราะนั่นเป็นหน้าที่เว็บดีไซเนอร์
เขียนโปรแกรม เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของเดเวลอปเปอร์ หรือโปรแกรมเมอร์
ตลอดจนการแฮ็กเว็บ และซ่อมคอม
(ชงกาแฟ ซื้อโอเลี้ยง ทำบ้างในบางครั้ง)

5. IA มีไปทำไม เมื่อก่อน(หรือตอนนี้) ไม่มี ก็ยังทำเว็บออกมาได้เป็นตุเป็นตะเลย?

ขอบอกว่าจริง มันก็เหมือนคุณสร้างบ้านแล้วไม่ใช้สถาปนิกนั่นแหละ
เอาให้ผู้รับเหมาลงมือโลด และเจ้าของบ้านก็คุมโลด
แต่ถ้าเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าบ้าน เช่น โรงพยาบาล ธนาคาร โรงมหาสพ ไปจนถึงเพนทากอน
ถ้าไม่มีคนที่มานั่งคิดวางแปลนตั้งแต่แรก มันก็คงปวดหัวมาก และเสียเวลาไปกับการรื้อเข้ารื้อออกนานมาก
ทำให้เสียทรัพยากร ทั้งแรงงาน เวลา และทุนทรัพย์ โดยไม่จำเป็น
IA จะทำหน้าที่ Put things in shape ตั้งแต่เริ่มแรก
เพื่อให้ทุกคนทราบในสิ่งที่จะทำในภาพรวมและรายละเอียดตั้งแต่แรก
เป็นการปรับ Mindset ของทุกฝ่ายให้ตรงกัน
เพราะในการพัฒนาแอพลิเคชั่นนั้น ผู้หญิงเลี้ยวซ้่าย ผู้ชายเลี้ยวขวา ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกนะเออ

6. IA เป็นอาชีพเฉพาะหรือไม่?

ก็ขอบอกว่าไม่ คนที่จะมาทำ IA ไม่จำเป็นต้องได้ดีกรีอะไรมา
และในหลายๆบริษัท ก็ไม่ได้มีคนทำ IA โดยเฉพาะด้วย
เดเวลอปเปอร์หรือเว็บดีไซเนอร์บางคนก็สามารถพ่วงงาน IA เป็น Job Description ได้ด้วย
(ส่วนจะได้เงินเดือนเพิ่มหรือเปล่า อันนี้ ไม่รู้)

7. ต้องไปเรียนหรือไปทำกรรมอะไรถึงจะได้เป็น IA?

IA เป็นเรื่องกึ่งกลางระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์
(จริงๆโลกเราไม่น่าแบ่งขั้วเป็นศิลปะกับวิทยาศาสตร์เลยนะ)
IA ที่เจอ มักจะเรียนมาทางด้าน บรรณารักษ์ศาสตร์ (เป็นศาสตร์ตัวแม่ แห่งการจัดเรียงลำดับหมวดหมู่ จริงๆเจ๋งมาก ขอบอก)
สถาปัตยกรรมศาสตร์ (เป็นศาสตร์ตัวพ่อ ที่พื้นฐานนำมาใช้ในกระบวนการการออกแบบมากมาย)
วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (เป็นศาสตร์ตัวพ่อด้านเทคโนโลยี)
หรือจะแหวกแนวไปสาขาอื่นก็ไม่มีใครว่าอะไร

รวมๆก็คือ IA ควรจะมีความรู้ครอบคลุมในหลายๆแขนง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาเว็บ
เช่น เทคโนโลยีมันไปถึงไหนแล้ว แต่ละเทคโนโลยีมีจุดเด่น หรือทำอะไรได้บ้าง
ขั้นตอนในการพัฒนาเว็บทางด้านเทคนิคอย่างคร่าวๆ พื้นฐานในการเขียนโปรแกรม
เพราะถ้าไม่รู้พวกนี้ มันก็เหมือนสถาปนิกรู้จักวัสดุก่อสร้างไม่ครอบคลุม ทำให้ออกแบบได้อย่างจำกัดจำเขี่ย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะ
เช่น ทฤษฏีสี ฟอนต์แบบต่างๆ ทฤษฎีศิลปะต่างๆ
เพื่อให้ออกแบบได้อย่างคำนึงถึง “โอกาส” หรือ “ความเป็นไปได้” ที่เว็บนี้จะดีไซน์ไปได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตวิทยา พฤติกรรมมนุษย์
เพื่อให้ออกแบบได้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ การตลาด เทรนด์ใหม่ๆ
เพื่อให้มีไอเดียในการนำเสนอเพื่อส่งเสริมธุรกิจอย่างสร้างสรรค์

บางคนอาจจะรู้สึกว่า Usability กับ IA ต้องไปด้วยกัน
ความจริงแล้ว ก็ต้องไปด้วยกันแหละ IA ต้องรู้หลักการของ Usability
เพื่อให้ออกแบบระบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้ให้มาก
แต่ IA ไม่จำเป็นต้องเป็น Usability Expert
ซึ่งในสายงานนั้นจะเน้นการทดสอบ วิจัย มากกว่าจะเป็นการสร้างแบบ

8. IA ควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

หน้าตาดี!

อันนั้นเป็นกำไรของคนที่ติดต่องานด้วย
แต่ที่สำคัญจริงๆประการหลักๆก็คือ

– ไม่กลัวการทำเอกสาร
เพราะชีวิตของ IA คือการทำเอกสาร ให้คนอื่นอ่าน
ฉะนั้น ไม่กลัวเอกสารอย่างเดียวไม่พอ ต้องสามารถสร้างเอกสารที่คนอื่นอ่านเข้าใจได้ด้วย

– สร้างภาพในหัวได้เก่ง
ใครที่ไปดู inception แล้วอาจจะพอเข้าใจหน้าที่ของ Architect
นั่นคือต้องสามารถสร้างภาพในหัวได้ แถมหมุนไปหมุนมา walk through ได้ยิ่งดี
เพราะการออกแบบระบบ ไม่ได้เป็นการออกแบบเพียงหน้าต่อหน้า ไม่ได้ออกแบบ Sitemap เพลนๆ
แต่เป็นการที่มองสลับมิติไปมาได้ทั้งรายละเอียดในหน้า Flow หน้าที่จะไป Condition ที่อาจเกิดขึ้น

– หมั่นศึกษาหาความรู้ในหลายๆแขนง
IA เป็น Specialist สำหรับ “เป็ด” คือรู้เยอะ รู้กว้าง แต่ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องสักอย่างนะ
คือรู้พอที่จะสร้างแผนบูรณาการหลายๆแขนงเพื่อทำงานชิ้นหนึ่งๆได้
(โดยอาศัยคนที่เป็น Specialist เฉพาะทางหนึ่งๆหลายๆคน ช่วยกันพัฒนาขึ้นมา)
เมื่อเวลาที่เจอโจทย์ธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถสร้างฉันทะขึ้นมา
เพื่อให้ตัวเองสนใจใฝ่ความรู้ในธุรกิจของลูกค้าหรือเจ้าของงาน
เพื่อให้สามารถออกแบบงานได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ได้

– ใจกว้างต่อความเห็นและการเปลี่ยนแปลง
ถึงเราจะเป็นคนออกแบบงานนั้น
ก็ไม่ใช่ว่าเราจะออกแบบได้ดีที่สุดโดยปราศจากความเห็นของคนอื่น
บางอย่างเราอาจจะออกแบบได้เห่ยกว่าที่ควรจะเป็นมาก
หรือเรามีความรู้ไม่พอที่จะออกแบบตรงนั้นได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
เพราะฉะนั้น การรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

– มีความคิดสร้างสรรค์
IA ไม่ใช่งานเสิ่นเจิ้น ก๊อปเกรดเอ สองเอ สามเอ
ไม่ใช่งานรูทีนมีแบบแผนในการคิดในการทำเป๊ะๆ
แต่ยังประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์
ซึ่งต้องเกิดจากการเข้าไป “อิน” ใน Requirement ทั้งมวลระดับหนึ่ง
ผสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา และข้อมูลที่ไปค้นคว้าศึกษา
(ซึ่งในหลายๆครั้งอาจจะทำให้เราเป็นที่ปรึกษาโปรเจคได้ในระดับหนึ่ง)
ถ้าใครเดินมาบอก จะทำเว็บเหมือนเฟซบุค ทวิตเตอร์ กาปูก เอ็กซทีน
ก็ให้เขาทำไปโดยที่ไม่ต้องจ้างเราให้เปลืองสตางค์เขาเปล่าๆ

– พูดคุยได้หลายภาษา
เรื่องจากเป็นคนตรงกลาง โดนประกบด้วยลูกค้าข้างนึง และ ทีมพัฒนา ข้างนึง
(ใส่ชีส มะเขือเทศ และเบคอน ด้วยก็ได้)
จึงจำเป็นที่จะต้องคุยภาษาลูกค้าก็ได้ ส่งต่องานให้ทีมพัฒนาก็พอรู้เรื่อง

9. IA อยู่ตรงส่วนไหนของกระบวนการการพัฒนาระบบบ้าง?

IA อาจจะอยู่ตลอดกระบวนการตั้งแต่เข้าหาลูกค้า จนไปถึงหลังจาก Launch เลยก็ได้
แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดจะอยู่ตรงช่วงแรกๆ
นั่นคือตั้งแต่เข้าไปเก็บ Requirement ลูกค้าเพื่อนำมาวิเคราะห์
สร้างระบบขึ้นมาจาก Requirement ในด้านต่างๆ
จากนั้นเริ่มก่อร่างสร้างแบบ เบื้องต้น เพื่อให้ทีมพัฒนาพอจะลงเสาเข็มไปพลางๆได้
ต่อจากนั้นก็ทำแบบให้ละเอียดสำเร็จครบถ้วน เพื่อให้ทีมไปพัฒนาในรายละเอียดได้
ผู้จัดการโครงการสามารถนำเอาไปให้ลูกค้าเซ็น และนำไปคุมทีมพัฒนาได้
ถ้าเจอผู้จัดการเก่ง เข้าใจแบบเราได้ถึงรายละเอียด
เราก็จะสามารถส่งมอบงานได้ง่าย นอนตายตาหลับ

ในระหว่างการพัฒนา ไม่แปลกที่จะมีการแก้แบบ on the fly
และในหลายๆครั้ง IA ก็ได้ทำหน้าที่เป็นพระประธาน
ซึ่งทีมจะวิ่งมาถามรายละเอียดที่หลุดๆหรือไม่เข้าใจ ตลอดการดำเนินงาน

ในบางครั้ง IA ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในงาน QA เช่นกัน
ในฐานะที่เป็นคนรู้ระบบดีที่สุด เหมือนสถาปนิกแวะมาตรวจงาน อะไรอย่างนั้นเลย

10. มันมีงาน IA ให้ทำจริงๆเหรอ?

เออ นั่นสิ!

ถ้าเอาเมืองนอก ตอนนี้ IA งานก็เยอะแยะตาแป๊ะอยู่
แต่ถ้าเป็นเมืองไทย ซึ่งยังไม่ค่อยรู้จัก IA ว่ามันคืออะไร
งานที่มี ก็ “ยัง” ไม่เยอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี
มันก็เรียกว่ามี ขนาดที่เราต้องออกมาเขียนบทความ เผื่อใครจะสนใจอยากเป็นเพิ่มนี่แหละ

เวลานี้ ให้เรานับนิ้วคนที่ทำงานด้าน IA แบบจริงจังในประเทศไทย
ก็คิดว่ากว่าจะครบสองมือ ก็คงอีกระยะนึงเลย
คืออย่างน้อยเรายังเชื่ออยู่อย่างนะ
ถ้าสนใจจะทำอะไรจริงๆ และทำอย่างจริงจัง ยังไงก็มีงานให้ทำ
และ IA ก็ไม่ใช่อาชีพที่แปลกผิดมนุษย์มนาอะไร
แค่ตอนนี้ ต้องเสียเวลามากกว่าปรกติ เพื่ออธิบายให้เพื่อนๆฟัง แค่นั้นเอ๊งงง

ไว้จะมาต่อวันหลังว่า เอกสารที่จัดทำโดย IA นั้น มีอะไรบ้าง