เมื่อ Facebook จะเปลี่ยนแปลงตัวเองนิดหน่อย
ด้วยการเปลี่ยนคำศัพท์จาก Become a Fan มาเป็น Like
โดยที่ไส้ในจริงๆแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไป เป็นเพียงเรื่องของคำศัพท์เท่านั้น
ก็ได้มีเสียงตอบรับทั้งในแง่ดี และแง่ผิดหวัง

จากที่ Facebook อ้างอิงสถิติว่า ผู้ใช้จะกด Like มากกว่า Become a Fan ถึงเกือบสองเท่า
จริงๆก็ยังไม่ได้มีข้อพิสูจน์อะไรที่จะบอกว่า
คนจะกด Like ที่ Business Page เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน

เมื่อลองอ่านคำวิจารณ์จากเว็บนอกเว็บในดู
ทั้งสองฝ่ายก็ต่างมีเหตุผลที่น่าฟัง
ก็ยังยืนยันว่า ส่วนตัวแล้ว รู้สึกในด้านดีๆกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เหตุผลหลักก็ไม่พ้นเรื่องในแง่ของ User Experience นั่นเอง

.

๑. Like ให้ความ Consistence กับ ไซต์มากขึ้น
Like กลายเป็นนิยามถึงการแสดงออกความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นกับสิ่งใดๆบน Facebook
ทำให้ไม่ต้องตีความตีขอบเขตอะไรกันมาก เอาเป็นว่าก็รู้กันว่าชอบ จบข่าว
Become a Fan ด้วยซ้ำที่เกิดขึ้นแล้วต้องมานั่งตีความกันว่า ต้องชอบขนาดไหน
ต่างอะไรกับ Like บ้าง แต่ด้วยความที่อาจจะมีจนชินกันไปแล้ว
ก็เลยมีความรู้สึกเกิดขึ้นได้ว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดความสับสนในความหมายที่หายไป
แต่เราว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้กลับให้ความหมายของ Action
มีความ Unified และ Simplified ดังเดิม
ส่วนตัวเรายังเคยคิดเลยว่า ทำไมต้องเป็นแฟนด้วย ชอบเฉยๆไม่ได้เหรอ?
(เหมือนในชีวิตจริง บางอย่างบางคน เราก็แค่ชอบ แต่ไม่ได้อยากเป็นแฟน ใช่ม้าย?)

.

๒.  จากข่าว ABCNEws
http://abcnews.go.com/Technology/wireStory?id=10241514
คุณ Michael  Lazerow, CEO บริษัท Buddy Media
ได้กล่าวสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่มันตรงกับใจเราสุดๆว่า
“The idea of liking a brand is a much more natural action than (becoming a fan) of a brand…In many ways it’s a lower threshold.”

เราอาจจะเป็นหนึ่งในลูกค้าที่เรื่องมากแล้วหยิ่งในศักดิ์ศรีตัวเองด้วย
ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ชอบจริงๆ หรือว่าเป็นธุรกิจของเพื่อนๆ
เราก็จะไม่ยอมคลิก Become a Fan เพื่อไปเป็นอาชาพักตร์ เลย
ถ้าให้เราตีความหมาย การที่จะบอกกับชาวโลก
(ในที่นี้คือ Facebook ซึ่งอาจจะหมายถึงเพื่อนแทบทุกคนตั้งแต่สมัยอนุบาลของเรา)
ว่า เราเป็นแฟนคลับของธุรกิจอันนี้ล่ะ ตัวเอง กรี๊ดๆ

ลองนึกถึงแฟนคลับดารา หรือแฟนคลับอะไรบางอย่าง
ที่เขาจะหมกมุ่นกับมัน จะบอกคนอื่นๆว่าเขาชอบสิ่งนี้อย่างมาก
จะบอกให้คนอื่นๆลองทำความรู้จักมาเป็นดาวน์ไลน์หรือสาวกกันดู
มันจะให้ความรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าไป commit กับมันในระดับหนึ่งเลย
ความต่างชั้นระหว่าง สาวก กับ คนชอบใช้ มันห่างกันอย่างชัดเจน
หรือสามารถใช้ศัพท์ว่า มันมี Threshold สูงในการที่จะ Take Action
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว คนปรกติไม่ได้มี passion กับสินค้าบริการส่วนมากขนาดนั้น
โอเค ฉันใช้สบู่ยี่ห้อนี้มาตลอด มันใช้ดีด้วยแหละ แต่ทำไมฉันต้องเป็นแฟนคลับมันด้วยล่ะ
การเป็น Fanclub มันต้อง obsesss กันมากกว่านั้น
ฉันต้องช่วยเจ้าของธุรกิจสบู่นี้โปรโมทสินค้าเขา เพียงแค่ฉันใช้มัน ชอบมัน เท่านั้นหรือ?
ถ้าเทียบกับ Like ที่มันตีความหมายระดับความรู้สึกได้ตั้งแต่ โอเค ชอบ สบู่ตัวนี้ ก็เริ่ดดีนะตัว
มันทำให้คนเข้าร่วมได้ง่ายกว่า นัยว่าก็ชอบ แต่ไม่ต้องมาทำให้ฉันรู้สึกว่าผูกพันกับแก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญของการใช้ Become a Fan เลย
เราว่า มันเหมาะมากๆ เมื่อเจ้าของธุรกิจต้องการเพียงคนที่ชื่นชอบในธุรกิจของตนอย่างเจ้มจ้น
(เราไม่พูดถึงเรื่องกรณีดารานักร้องที่ท่านชื่นชอบนะ อันนี้ว่ากันเรื่องธุรกิจ)
ปัญหาก็คือ Facebook ต้องการความ mass กว่านั้น
แล้วเราก็คิดว่า จริงๆแล้ว ธุรกิจที่มาลงใน Facebook ก็ไม่ได้ต้องการแค่คนกระหยิบมือ
แต่ต้องการให้ประชาชีรู้กันทั้งแผ่นดินด้วย
การที่มี request จากคนรู้จักส่งมาชวนให้เป็น Fan ธุรกิจนั้นธุรกิจนี้ เป็นร้อยๆอันตั้งแต่เล่นมา
จึงให้ความรู้สึกว่ามันเป็น spam อย่างอ่อนๆ
เหมือนมีเพื่อนมาขอยืมตังห้าหมื่น ถ้ามีไม่กี่คนก็ยังปฏิเสธชิลๆได้
แต่พอมันมากเข้าๆ มันก็กลายเป็นความอึดอัดในแง่ที่ว่า
หนึ่ง เฮ้ย มันห้าหมื่นนะ มันไม่ใช่ร้อยสองร้อยบาทจะได้ให้แบบไม่ต้องคิดได้
สอง เฮ้ย ทำไมขอกันเยอะจังอ้ะ ลำบากใจมากๆนะ จะให้ก็ไม่อยากให้ พอไม่ให้ก็รู้สึกผิด อะไรงี้
เหมือนเราเป็นตัวประหลาด ที่คนขอเป็นเบื่อเป็นเรื่องปรกติ แต่เรางกเองที่ไม่ให้

.

๓. ถ้าเอาจุดยืนของ Facebook ตอนนี้ที่จะมองจาก user เป็นหลัก
Become a Fan เป็นterm ที่กลับกัน คือนำเอาธุรกิจเป็นหลัก
นั่นหมายถึง การเป็นการตลาดที่ค่อนไปทางการตลาดยุคเก่า ที่เอาธุรกิจเป็นศูนย์กลาง
ความคิดแบบการตลาดแบบเดิมๆ คือ ธุรกิจฉันเริ่ด สินค้าฉันดี ใครๆก็ต้องมาใช้
ใครๆก็ต้องง้อธุรกิจของฉัน ฉันใช้สื่อชี้สั่งนำพาผู้ใช้ได้ ผู้ใช้ต้องมาเป็นสาวกของฉัน
อยากได้อะไรที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าก็เอา อยากจะโฆษณาไปยังที่ๆส่วนตัวของลูกค้าขนาดไหนก็ได้
จะมี mindset แบบเก่าๆคือ ลูกค้ายินดีที่จะรับฟังข่าวสารธุรกิจตนเอง ขอให้ยิงไปถึงก็พอ
พอยิงถึงแล้ว ลูกค้าก็จะมีความประทับใจในธุรกิจเราเองแหละ
ลูกค้าต้องให้ความร่วมมือกับเรา ลูกค้าเห็น page เราแล้วต้องมาเป็นสาวกของเรา
Become a Fan จึงให้ความหมายไปทาง Help me or go away
ในขณะที่ Like จะให้ความหมายไปทาง Like me or leave me ชอบม้าๆ มากกว่า
อารมณ์ชิลๆ คลิกไม่ต้องคิดกว่ากันแยะ

.

๔.
Facebook ต้องการที่จะเสริมสร้าง interaction ของ user กับ content ในไซต์ให้มากขึ้น

หัวใจของ Social Network Site นั่นคือการกระยุกกระยิกของผู้ใช้
ถ้าผู้ใช้ยิ่งมีความเคลื่อนไหวในไซต์มาก
มันก็จะยิ่งมีแนวโน้มให้คนติดกับไซต์มาก
ถ้าผู้ใช้มีความเคลื่อนไหวในเนื้อหาธุรกิจในไซต์มาก
นอกจากจะหมายถึงเม็ดเงินรายได้ที่มากขึ้นของ Facebook เองแล้ว
ก็ยังหมายถึงจุดประสงค์ที่จะบรรลุ ของธุรกิจนั้นๆใน SNS มากขึ้นด้วย
ธุรกิจนั้นจะถูกเห็นได้มากขึ้น ถ้าการ participate กับหน้าธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น
และธุรกิจที่ก้าวเข้ามาแสดงตัวตนใน SNS ก็พึงมีจุดประสงค์ให้ผู้ใช้
หรือลูกค้า ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น (อย่างน้อยก็แค่คลิกเดียว) กับธุรกิจของตน
และการ participate ที่ทำได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีขึ้น
เพราะถ้าจริงๆจะหาคนที่เป็นสาวกแฟนคลับธุรกิจจริงๆ
พวกนี้ก็แสดงความกระตือรือร้นมากกว่าพวกที่มากด Like เฉยๆอยู่แล้ว
ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ใช้ก้าวข้ามผ่านประตู Become a Fan หรือ Like เข้ามา
พฤติกรรมก็ไม่แตกต่างจากเดิมอยู่แล้ว

.

๕. จึงพอที่จะสรุปได้ว่า การที่เปลี่ยน Become a Fan เป็น Like
เป็นเรื่องของการปรับปรุงทาสีประตูใหม่ ให้ดูน่ารักน่าเข้า เป็นมิตรมากขึ้น
สำคัญต่อการสร้าง impression ให้ผู้ใช้เข้ามา participate กับสิ่งที่เป็นพาณิชย์ในไซต์มากขึ้น
พอถึงข้อ ๕ แล้ว ก็จึงขอย้ำจุดยืนเลือกข้างอีกทีว่า
เราสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และเชื่อว่ามันจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย
และน่าจะเป็นเรื่อง win-win ของทั้งผู้ใช้ และเจ้าของธุรกิจ
เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงใดๆ มันต้องใช้พลังงาน เพื่อผลักดันตนเองออกจาก status quo ปัจจุบัน เป็นธรรมดา

.