หลายๆคนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่อง ห้าแพร่ง มา
คงจะมีประสบการณ์คล้ายๆกันตอนที่มีหนังตัวอย่างเรื่องหนึ่งฉายขึ้น
 

นั่นคือเสียงกรี๊ดระบบเซนเซอร์ราวนด์โดยมิได้นัดหมายของสาวๆทั้งโรง
เมื่อพบกับหน้าใสๆของพี่เคนธีรเดช เบ้อเริ่มเทิ่มทิ่มเข้าเต็มๆสองตา
กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายฟีลกู๊ดอย่าง GTH (@gthchannel)

 

มีเสียงสงสัยประปราย ว่าทำไมอะไรกันกับพี่เคนนักหนา
ทำไมพี่เคนถึงได้เป็นที่ปรารถนาของสาวทุกเหล่าทัพโดยแทบจะพร้อมเพรียงกันขนาดนี้
หลังจากใช้โครโมโซม XX ที่มีอยู่ในตัว บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี
เราก็ได้คำตอบว่า
 

“เพราะว่าพี่เคนตอบครบทุกโจทย์”

 

 
ใครๆก็อาจจะนึกแค่ว่า ผู้หญิงชอบคนหล่อ รวย นิสัยดี ฉลาด
แต่จริงๆแล้ว Requirement พื้นฐานที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย
จะหนีไม่พ้น Requirement ทางด้านความรู้สึกดังนี้

 
Requirement ขั้นที่ 1. การได้ครองโครโมโซม XY
ถ้าเป็น Maslow ขั้นนี้จะเป็นปัจจัยสี่ พื้นฐานของชีวิต
ซึ่งตรงกับความต้องการพื้นฐานของผู้สาวสักคนที่จะหาผู้บ่าวมาเป็นแฟน
คนๆนั้นต้องเป็นผู้ชายก่อนเลย อันดับแรก ข้อนี้ พี่เคนผ่านฉลุยโดยไม่ต้องสอบ

 
Requirement ขั้นที่ 2. ความเป็นน้องสาว ลูกสาว
อย่าง Maslow นั้น จะต้องการความปลอดภัยในชีวิต
ในที่นี้ ผู้หญิงก็ต้องการความมั่นคง และอบอุ่น
เหมือนที่ได้จากพี่ชายที่แสนดี คุณพ่อที่แสนใจดี
ผู้หญิงหลายๆคนก็อยากได้ฟิลที่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆในอ้อมกอดเจ้าชายอันองอาจ
แน่นอน พี่เคนให้ได้ (ถ้าเขาจะให้) ทั้งปัจจัยทางกายภาพและจินตภาพ
สาวๆสัมผัสความอบอุ่นผะผ่าวของพี่เคนได้จากแววตาและท่าทาง
ข้อนี้ ถ้าพี่เคนต้องสอบ ก็สอบผ่านอย่างไม่ต้องสงสัย

 
Requirement ขั้นที่ 3. ความเป็นคนรัก
Maslow เรียกขั้นนี้ว่า ความต้องการที่จะได้รับความรัก
ดูไป พี่เคนก็มีความโรแมนซ์อยู่ในตัวอีกนั่นแหละ
นี่ยังไม่นับว่าหน้าตารูปร่างดึงดูดเพศตรงข้ามประมาณหนึ่ง
ความเร้าใจ รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ กล้ามใหญ่ไหล่กว้าง (สำหรับสาวๆบางคนอาจจะรู้สึกว่าดึงดูดจ้าดนัก)
แถมยังรักเดียวใจเดียวอย่างนี้ บวกไปอีกห้าสิบแต้ม ข้อนี้ ให้พี่เคนผ่านแน่นอน

 
Requirement ขั้นที่ 4.  ความเป็นแม่
ผู้หญิงจำนวนมาก แอบมีสัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่ ไม่ว่าจะระดับลึกหรือระดับตื้น
แม้แต่คนที่ไม่รักเด็ก ก็มักจะมีสัญชาตญาณนี้แฝงอยู่บ้าง
ผู้หญิงที่ชอบผู้ชายที่เด็กกว่า หรือท่าทางเด็ก มักแอบมีความต้องการและสัญชาตญาณส่วนนี้สูง
ความมีฐานะเป็นครอบครัว เป็นแม่ที่ให้ความอบอุ่นกับลูกๆได้ เป็นที่พึ่งให้กับหัวใจของเด็กในตัวผู้ชายคนนั้นได้
ขั้นที่สี่ของ Maslow เรียกว่า Self-esteem/ Respect
ซึ่งพี่เคนของใครหลายคน มีรอยยิ้มและหัวเราะที่อ่อนวัย สดใส
มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ทำให้พี่เคนตอบสนองความเป็นแม่ได้ ฟันธง!

 
สุดท้าย – Requirement ขั้นที่ 5. ความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง
ถ้าเทียบกับของพี่ Maslow ก็คือ Self-actualization ซึ่งจะไม่ค่อยตรงกัน
ถ้าเป็นความหมายทางด้านการบรรลุหรือความสำเร็จอะไรบางอย่าง
แต่จะพอกล้อมแกล้มกับ Requirement นี้ไปได้ในแง่ที่ทำให้ผู้หญิงมองโลกในแง่ดี รู้สึกดีกับตัวเอง
พี่เคนทำให้ผู้หญิงรู้สึกดีกับตัวเองอย่างไร
ถ้าลองคิดดูว่า ดาราผู้ชายส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนกับคนที่สวยไฮโซปรี๊ดๆ
ทำให้ผู้หญิงคนอื่นได้แต่แหงนหน้ามองเป็นแมวมองเฮลิคอปเตอร์ ให้รู้สึกว่าเกินเอื้อม ปลงตกกับสารรูปตัวเอง
ในขณะที่การที่พี่เคน ครองคู่กับคุณหน่อย
ซึ่งไม่ได้มีภาพลักษณ์สาธารณะต่อสายตาผู้หญิงด้วยกันในแง่เป็นคนเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง
ทำให้สาวๆได้มีความรู้สึกที่ดีกับตัวเองมากขึ้นว่า ไม่ต้องเริ่ด ก็สามารถมีแฟนที่ดีได้
ในชีวิตอาจจะได้เจอผู้ชายแบบพี่เคนได้ในซอยบ้านตัวเอง หรือที่ทำงาน
สามารถเอื้อมมือเอานิ้วไปเขี่ยๆได้อย่างมีความสุข
พี่เคนเขย่งก้าวกระโดดข้ามผ่านขั้นนี้ไปได้ง่ายๆ อีกนั่นแหละ
ด้วยการช่วยดึงจินตนาการของสาวๆ มาให้ใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดนึง

 

ฟังดูเหมือนพี่เคนจะเพอร์เฟกต์
แต่ถ้าถามว่าพี่เคนดีเวอร์ๆในด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า เอาจริงๆก็เปล่า
แต่เป็นเพราะว่า พี่เคน “ดีพอ” และ “ตอบสนอง” Requirement ต่างๆของผู้หญิงจำนวนมากได้
ราวกับเซเว่นอีเลเว่น (@7_Eleven) หน้าปากซอย ที่จะเอาอะไรก็มี
ถามว่าของที่เซเว่นมี ไฮโซพรีเมี่ยมสุดๆไปหมดหรือไม่ ก็เปล่า
แต่ของในเซเว่นล้วนแล้วแต่ “ดีพอ” ให้ซื้อได้ทุกวัน

 

ด้วยเหตุนี้
พี่เคนจึงกลายเป็น OTOP เกรดเอ ของไทยทีวีสีช่องสาม และ GTH (@gthchannel) ไปโดยปริยาย

 

 

 

 

Christopher Langan เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ Malcolm Gladwell ได้กล่าวถึง
ในหนังสือขายดีเวอร์เล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า Outliers
เขาเป็นคนที่ได้ชื่อว่า ฉลาดที่สุดในอเมริกัน ด้วยไอคิว 195-210
ซึ่งสูงกว่า Albert Einstein ผู้ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ อยู่หลายสิบหน่วย


ใครๆที่ได้ฟังแค่นี้ คงจะคิดว่า คนอัจฉริยะผิดมนุษย์มนาเช่นนี้
ต้องมีชีวิตที่เลิศหรูอลังการ และมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกนี้อย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
Langan มีหนทางชีวิตที่ขรุขระ ตั้งแต่ความยากจน ครอบครัวมีปัญหา
ไปจนถึงครูบาอาจารย์มีปัญหาเพราะฉลาดน้อยกว่า Langan แต่นึกว่า Langan เป็นคนโง่
เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
และใช้ชีวิตอยู่เงียบๆในฟาร์มม้าของเขาในรัฐมิสซูรี่

จนกระทั่งเขามีอายุ 50 กว่าปี เขาจึงได้ประกาศให้โลกรู้ในวงกว้าง ถึงความเป็นอัจฉริยะของเขา
ในรายการ 1 vs 100 ที่ออกอากาศทาง NBC เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา
แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเขามากมายนัก
เขาก็ยังอยู่ฟาร์มม้าเหมือนเดิม อ่านหนังสือฟิสิกส์และเขียนคอลัมน์บ้าง
แต่ไม่ได้มีอะไรที่ถูกตีพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว และไม่มีอะไรนอกจากนี้
Lewis Terman นักจิตวิทยาคนดัง ที่เป็นผู้นำในการค้นหาความเป็นอัจฉริยะด้วยการทดสอบ IQ
เขาเริ่มได้ทดสอบ IQ เด็กในปี 1928 และเลือกกลุ่มที่มี IQ เกินกว่า 140 ว่าเป็นอัจฉริยะ
ที่ Terman เรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “Termites” เป็นจำนวน 1,528 คนทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย
และเขาได้ติดตามศึกษาเหล่า termites ไปอีกหลายทศวรรษ
จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไป การศึกษาติดตามกลุ่ม Termites ก็ยังไม่จบสิ้นมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยข้อสันนิษฐานว่า เด็กอัจฉริยะเหล่านี้ย่อมประสบความสำเร็จอย่างสูงเป็นพิเศษเมื่อโตขึ้นอย่างแน่นอน

ผลปรากฎว่า ส่วนหนึ่งของกลุ่ม Termites ประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่คาด
มีผลงานและหน้าตาตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ นิตยสารต่างๆของอเมริกา
ในจำนวน Termites ที่เป็นผู้ชายทั้งหมด 857 คน
70 คนได้มีชื่ออยู่ใน American Men of Science
3 คนในถูกรับเลือกเข้าไปอยู่ใน National Academy of Sceinces
10 คนอยู่ในรายชื่อ Directory of American Scholars
และ 31 คนปรากฏอยู่ในหนังสือ Who’s Who in America (http://www.marquiswhoswho.com/)
และมีส่วนหนึ่งที่มีชีวิตที่ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่มีการศึกษา บางส่วนก็ตกงานอยู่บ้านเฉยๆ ก็มี

สิ่งที่น่าสนใจคือ
ไม่มีใครในกลุ่ม Termites ที่ประสบความสำเร็จแบบโดดเด่นจริงๆ
ในขณะที่ตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ได้รับเลือกเป็นกลุ่ม Termites อย่าง William Shockley
เนื่องจากการผลทดสอบ IQ ของเขาต่ำกว่าระดับที่จะเข้ากลุ่ม Termites ได้
ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้สำเร็จปริญญาเอก
ต่อมาได้ทำงานที่ Bell Telephone Laboratories
และได้ช่วยทางแล็บสร้างทรานซิสเตอร์รุ่นแรกขึ้น (point-contact transistor)
และต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1970
ซึ่งเป็นรางวัลที่ไม่มีใครในกลุ่ม Termites ได้รับเลยสักคนเดียว

 

ถ้าพูดถึงตรงนี้ ก็อาจจะยังมีบางคนที่คิดว่า
โอ้โห จบฮาร์วาร์ดมา แล้วก็ได้โนเบล เป็นสูตรสำเร็จเลยนะ
เมื่อ Gladwell ไปดูรายชื่อสถาบันการศึกษา ที่เหล่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลจบมา
ก็ปรากฎว่า ไม่ได้มีเพียงแค่ศิษย์เก่าสถาบันในกลุ่ม Ivy League เท่านั้น
ยังมีผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลอีกเยอะแยะตาแป๊ะไก่ ที่จบมาจากสถาบันเบๆ ทั่วอเมริกา
และไม่ได้มี IQ สูงปรี๊ดอะไรกันมากมาย

 
ข้อสรุปจากกรณีนี้ที่น่าเชื่อถือก็คือ
ถ้าคุณ “ฉลาดพอ” ที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้
คุณก็มี”โอกาส”ที่จะได้รับรางวัลโนเบลในชีวิตนี้แล้ว
คนที่ฉลาดกว่านี้ จะไม่มีข้อได้เปรียบเหนือไปกว่าคุณแต่อย่างใด
(แน่นอน ต้องประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาให้หมดดังนี้ด้วย
ไม่มีใครนอนกระดิกเท้าปลูกผักเฉยๆแล้วรางวัลโนเบลจะลอยมาหาได้)

 

 

ที่ร่ายยาวเรื่องพี่เคน และเรื่องรางวัลโนเบลมานี้ เพื่ออะไร?
นอกจากความอยากเล่าเป็นส่วนตัวทั้งสองเรื่องแล้ว
มันยังเป็นสองเรื่องในอีกหลายร้อยเรื่อง
ที่บอกเราว่า ความพอดี ความดีพอ เป็นคำตอบให้ชีวิตในหลายๆด้าน
ความเป็นที่สุดในโลก ที่สุดในซอย
ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเสมอไป

 

ลองสังเกตรอบตัวเราดีๆ เราจะพบว่า
ยิ่ง”ล้นเหลือ”มาก ส่วนที่ “ล้นเหลือ” นั้น จะยิ่งมีประโยชน์น้อยลงไปเรื่อยๆ
คนที่ฉลาดมากพอ มีโอกาสมีชีวิตดีเท่ากับคนที่ฉลาดเหนือไปกว่าตัวเอง
คนที่ฉลาดไปกว่าระดับ “มากพอ” มากๆ ก็มักไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากส่วนที่เกินนั้นเท่าไหร่
คนที่มีปัญญาสั่งอาหารดีๆได้เต็มโต๊ะทุกมื้อ ก็ทานได้เท่าที่กระเพาะจะรับได้เท่านั้น
ส่วนที่เหลือต่อให้เป็นของดีเลิศมาจากอลาสก้าอาบูดาบี้อย่างไร
ก็ไม่สามารถที่จะบรรจุของเลิศๆพวกนั้นลงท้องได้อีกแล้ว
นักบาสเก็ตบอลต้องมีคุณสมบัติด้านความสูงก็จริง
แต่เมื่อทุกคนในทีม “สูงพอ” แล้ว ส่วนสูงที่เป็นส่วนเกินจากนั้นที่ใครจะมี
ก็ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบกับคนอื่นๆในทีม และทีมคู่แข่งอีกต่อไป
คนที่เครื่องหน้าสวยเจิดจรัสไปหมดทุกส่วน หู ตา คอ จมูก ปาก หน้าผาก โหนกแก้ม
แต่พอมารวมกันอยู่บนใบหน้าเดียวกันแล้ว
อาจจะสวยซึ้งตรึงตาไม่เท่ากับคนที่เครื่องหน้าส่วนนั้นงั้นๆมั่ง ส่วนนี้สวยๆมั่ง
แต่มารวมกันแล้วเหมาะเจาะพอดีเด๊ะก็ได้

 

 

ด้านการออกแบบ วางแผน ก็เช่นกัน
การ “สนองตอบต่อ Requirements” เพื่อให้งาน “ดีพอ”
จึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นตัวที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง
แน่นอน งานที่ดี ต้องตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบ
(บวกกับประสิทธิภาพและความงดงามที่สูงกว่าความคาดหวังของผู้ใช้ขึ้นไปอีกหน่อย)
แต่คำว่า “ดีพอ” ไม่ได้หมายความว่า มีสิทธิที่จะมักง่าย เอาแค่นี้แหละ
“ดีพอ” ในที่นี้ คือ ดีพอในมาตรฐานระดับสูง ไม่ใช่เถือกแถแค่ค่าเฉลี่ย
อย่างที่ยกตัวอย่างนักบาส คำว่า “สูงพอ” ของนักบาส
ก็ไม่ใช่สูงธรรมดาระดับคนทั่วไป แต่เป็นมาตรฐานความสูงของนักบาส
จะเป็นไฮโซสมัยนี้ได้ ก็ต้องรวย”มากพอ” ไม่ใช่เพียง”มีอิสรภาพทางการเงิน”
แต่ถ้าเกินไปจาก”รวยมากพอ” จะน้อยหรือจะมาก ก็ไม่มีตำแหน่งที่สูงไปกว่าความเป็นไฮโซ แล้ว
นอกจากจะใส่ adjective กันตามใจชอบเอง

 
งานออกแบบที่ดี ต้องตอบสนอง Heirachy of Needs ทางการออกแบบเหล่านี้ได้”ครบ”
และต้องพิจารณาแนวคิดเรื่อง “ดีพอ” ตลอดกระบวนการ

 
Utility
เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกงานต้องมี มันคือโจทย์ระดับพื้นฐานที่สุดที่เราต้องสนองตอบ
ไม่เช่นนั้น งานของเราก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ใดๆ
ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการทานข้าวสวย
หม้อหุงข้าวจึงได้กำเนิดมาพร้อมกับ Utility ในการหุงข้าว
เราต้องการฟังเพลงในที่ต่างๆ
Walkman และ iPod จึงได้กำเนิดมาเพื่อ Utility ในการฟังเพลง
เราต้องการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต
Hotmail, Yahoo!Mail, GMail, Twitter, MSN, Skype, Webboard
จึงได้กำเนิดมาเพื่อ Utility ในการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต
Utility มักไม่ได้เป็นจุดขายของงาน
นอกเสียจากว่า งานนั้นจะเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดไม่เคยมีมาในโลกนี้มาก่อน
เช่น โทรศัพท์เครื่องแรกในโลก ท่อส่งน้ำสายแรกในโลก เป็นต้น

 
Function
เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกงานต้องมี ในแง่ของการใช้งาน
ตัวอย่างเช่น หม้อหุงข้าว ก็ต้องมีที่ให้ใส่ข้าวและสั่งหุงข้าว ถ้าไม่มีก็จบเห่กัน เป็นหม้อหุงข้าวไม่ได้
Walkman, iPod ก็ต้องมีที่ให้ใส่เพลง และเล่นเพลง
MSN, GMail ก็ต้องมีที่ให้ใส่ข้อความ ส่งข้อความ รับข้อความ
ตรงจุดนี้แหละ ที่เรื่อง Requirement จะมีบทบาทมาก
เนื่องจากบนโลกนี้มีผลิตภัณฑ์เป็นแสนเป็นล้านอย่าง จึงไม่แปลกที่งานแบบเดียวกันจะมี function แบบเดียวกัน
เช่น Gmail กับ Yahoo!Mail และ Hotmail ล้วนแล้วแต่มี Function พื้นฐานแบบเดียวกันทั้งนั้น
แต่ด้วยความที่ธุรกิจต้องแข่งขันกัน แม้ว่า Function จะตอบสนองความต้องการได้หมดแล้ว
แต่หลายๆครั้งนักการตลาดจึงเลือกมาเล่นกับ Function ต่อไป ซึ่งมักจะเป็นการเพิ่ม Function ใหม่ๆ
เช่น โทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดีโอได้ เข้าเน็ตได้ ต่อGPS ก็ได้ด้วย แถมใส่ได้สองซิมอีกต่างหาก
จริงอยู่ ที่ความต้องการที่ลูกค้ามีต่องานนั้นๆ มันเปลี่ยนแปลงกันได้
เดี๋ยวนี้โทรศัพท์ก็ต้องมีกล้องมือถือแล้วเป็น Requirement หลัก จากเมื่อก่อน ขอแค่โทรเข้าโทรออกก็พอ
อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานธรรมชาติเรื่อง “ดีพอ” เราก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งมาก ก็ไม่ได้แปลว่ายิ่งดี เสมอไป
ถ้าว่าด้วยเรื่องของกฏ 80/20 และ Parkinson Law ที่เคยเขียนไปแล้วที่
https://iamia.wordpress.com/2008/04/18/8020-rule-and-parkinson-law/
และ ความขัดแย้งระหว่าง Feature กับ Usability ที่เขียนไว้ที่
https://iamia.wordpress.com/2008/03/18/features-vs-usability/
เมื่อเราตอบโจทย์เกินความต้องการของผู้ใช้ ผู้ใช้อาจจะรู้สึกดีที่ได้ของแถม
แต่นั่นไม่ได้เป็นการรับประกันว่า งานของเราจะประสบความสำเร็จ
ดังเช่นที่เราเห็นหลายๆงานที่ function เยอะเวอร์ๆในท้องตลาด แต่ขายไม่ค่อยออก
เนื่องจากความต้องการด้านอื่นๆยัง”ไม่ดีพอ”

 
Affordance
เทียบ Function เป็นนามธรรม Affordance คือรูปธรรมของ Function
เช่น หม้อหุงข้าวมี function ในการสั่งหุงข้าว Affordance คือสิ่งที่จะทำให้ผู้ใช้สั่งหุงข้าวได้
เช่น ปุ่มกด ลูกบิด สวิทช์
GMail มี Function ในการใส่ข้อความ ส่งข้อความ รับข้อความ
Affordance ของ Function เหล่านี้ก็เช่น ช่องกรอกข้อความ ปุ่มส่งข้อความ กล่องรับจดหมาย
ใน Requirement ของผู้ใช้ ในหลายๆครั้ง Affordance ก็จะถูกกำหนดมาเลย
และในหลายๆครั้ง เราก็ต้องตีโจทย์จาก Requirement ทางด้าน Function
ซึ่งถ้าเรากำหนด Affordance ผิด ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานลดลงด้วย
เช่น ทำประตูบานเลื่อน แต่ Affordance ดันเป็นลูกบิด แทนที่จะเป็นมือจับ
ใช้ Radio Button กับตัวเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่ง
ซึ่งในประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ Usability เต็มๆ
Affordance ที่”ดีพอ” จะต้องตอบสนองระหว่าง Function กับ Usability ได้ดี

 

Usability
Function เป็นนามธรรม Affordance เป็นรูปธรรมของ Function
Usability จะเป็นคุณภาพของ Affordance ซึ่งสะท้อนไปถึง Function
ถ้า Usability ดี ก็คือ Function หรือการใช้งาน ผ่าน Affordance ก็จะดีไปด้วย
เรียกง่ายๆก็คือ ใช้งานง่าย ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พลาดยาก
Usability ไม่ดี ก็คือความหมายตรงกันข้าม
แล้วถ้า Usability ดี ผู้ใช้ก็จะพึงพอใจในการใช้งาน และก้าวผ่านประตูขั้นแรกสู่การเป็นผู้ใช้ประจำ
และเนื่องจากในโลกนี้สินค้าบริการงานมีมากมายมหาศาล
นักธุรกิจ การตลาด ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Usability เพื่อสร้างความแตกต่าง
ยกตัวอย่างเช่น ขวดยาที่ออกแบบใหม่ โดย SVA เพื่อห้าง Target
เพื่อให้คนอ่านฉลากยาได้ง่ายขึ้น อ่านได้ง่ายทุกมิติ มีสีฝาขวดที่แตกต่างไปตามสมาชิกในบ้าน


หรือสร้าง Affordance แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ Usability ที่ดีขึ้น
แม้ว่า การใช้งานที่”ง่ายพอ” จะทำให้งานขายได้ง่ายในปัจจัยหนึ่งแล้ว
ก็ใช้ว่า ต้องทำ Affordance แบบเดิมๆเพื่อตอบโจทย์เดิมๆเสมอไป
ในตลาดโลกที่ของเดิมๆ Utility เดิมๆ Funciton เดิมๆ ก็ “ดีพอ” อยู่แล้ว
การนำเสนอ User Experience หรือประสบการณ์การใช้งานแบบใหม่ๆ
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่าง โดดเด่นให้กับงานเราอย่างไม่น้อย
เช่น Click-Wheel ของ iPod ซึ่งเป็น Affordance ที่ช่วยด้าน Navigate เพลงได้
อย่างที่ Affordance แบบอื่นๆที่เคยมีมาก่อนไม่สามารถทำได้ในรูปแบบนี้


ในปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นวิวัฒนาการทาง Usability/User Experience
ที่นักธุรกิจ/การตลาด นำมาใช้เป็นจุดขายแบบ Blue Ocean Strategy เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในสมรภูมิที่ Utility/Function ถึงจุดอิ่มตัวเป็นสีแดงฉาน

 
Aesthetic
ข้อนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่จริงๆแล้วเกี่ยวอย่างที่สุด
ความน่าดึงดูด ความสวยงาม ที่ “มากพอ” จะเป็นส่วนช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกดีๆกับงานเรา และยินยอมที่จะใช้งานเรา
ถ้า Utility/Function/Affordance/Usability ตอบสนองความต้องการได้ “มากพอ” แล้ว
เราจะพบว่า ผู้ใช้หรือลูกค้า จะเสาะแสวงหาความสุขทางความสวยงามมากขึ้น
ในปัจจุบัน เราเห็นได้ทั่วไปว่า
นาฬิกาเป็นเรื่องของความสวยงามมานานมากแล้วเพราะ Function ของมันอิ่มตัวตั้งแต่ร้อยปีก่อน
ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วไปเลือกโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ รถยนต์ ที่รูปลักษณ์ ความสวยงาม เป็นหลักแทบทั้งนั้น
แบบไหนที่ถูกใจ แบบไหนที่สะท้อนตัวตน ล้วนแล้วแต่เป็น Requirement ด้านจิตใจ
เมื่องานไหนที่ผ่าน Requirement ด้านจิตใจนี้ “มากพอ” ก็ย่อมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 
จะเห็นได้ว่า ความ “ดีพอ” มันไม่ทำให้การทำงานของเราลดลงเลย
แต่มันจะยิ่งทำให้เรารอบคอบในการคิดออกแบบ แก้ปัญหา มากขึ้น
โดยการที่ต้องออกแบบไป ทบทวนไปว่า มัน “ครบ” หรือยัง “ดีพอ” หรือยัง
และการที่ “ครบ” และ “ดีพอ” ก็ไม่ได้ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ แต่อย่างใด

 

สุดท้าย
การที่คุณผู้อ่านทั้งหลาย “อดทนพอ” ที่จะอ่านได้จนจบบรรทัดนี้
ก็แสดงได้ว่า รักกันจริง นะเนี่ย
(ตู่เอางี้เลยนะ)

 
(
ป.ล.
มีไอเดียจะคัดเลือกและรวมเล่มบทความในบล็อกนี้แจกจ่ายภายในต้นปีหน้าค่ะ
ตอนนี้คิดว่าคงเป็นในรูปแบบ CD มากกว่า
เพราะคนสั่งไม่น่าจะเยอะ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือจะสูงมากเกินไป
ใครสนใจติดต่อได้ที่อีเมลด้านขวาบนของหน้าเว็บนะคะ
)

 

รูปพี่เคนจาก
http://hilight.kapook.com/view/14797

รูปคุณ Christopher Langan จาก
http://hubpages.com/hub/Christopher-Langan

รูปคุณ William Shockley จาก
http://www.psychologytoday.com/blog/beautiful-minds/200909/the-truth-about-the-termites

รูปขวดยาร้าน Target จาก
http://nymag.com/nymetro/health/features/11700/index1.html

รูป iPod จาก
http://www.ipod.com/

อ้างอิงข้อมูลจาก
หนังสือ Outliers ของ Malcolm Gladwell
http://discovermagazine.com/2008/oct/01-20-things-you-didnt-know-about-genius
http://giftedexchange.blogspot.com/2009/02/is-genius-born-or-learned.html
http://www.newworldencyclopedia.org/entry/Lewis_Terman
http://www.psychologytoday.com/blog/beautiful-minds/200909/the-truth-about-the-termites
http://www.stanfordalumni.org/news/magazine/2000/julaug/articles/terman.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Christopher_Langan
http://hubpages.com/hub/Christopher-Langan
http://www.businessweek.com/careers/workingparents/blog/archives/2008/12/malcolm_gladwel.html