คุณๆทั้งหลายที่มีรถ
ท่านคิดอย่างไรกับค่าจอดรถ ที่ท่านต้องเสียเป็นประจำ เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง

เหตุผลในการเก็บค่าที่จอดรถเท่าที่เรานึกออก มีอะไรบ้าง

๑. เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม
อ้าว มันก็แหงแก๋อยู่แล้ว
ยิ่งในเมืองหลวง ที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
และในโลกธุรกิจ ผู้ที่ถือครองทรัพยากรหายาก
ไฉนเลย คงไม่ปล่อยให้จอดฟรีเป็นธรรมทานเช่นโรงเจ
แต่ใช้ที่จอดรถทำงานหาเงินแทนตัวเอง
เป็นการเพิ่มรายได้มหาศาลส่วนหนึ่งด้วย

ปรกติผู้ออกแบบอาคารจะรู้กันดีว่า
อาคารจอดรถเป็นส่วนสิ้นเปลือง ซึ่งต้องทำให้น้อยที่สุด
เท่าที่กฏหมายจะอนุญาต
ถ้าเป็นห้าง ออฟฟิศ ที่จอดรถคือโอกาสที่ถูกตัดทอนลงในการให้เช่าหรือขายพื้นที่
ทำเล็กได้เท่าไหร่ จำนวนช่องที่จอดรถได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี
และแทนที่จะกลายเป็นพื้นที่เสียเปล่าเป็นศูนย์
ก็หารายได้จากมันซะ แล้วก็เป็นรายได้ที่ดีเสียด้วย
แม้ว่าในสายตาผู้บริโภคจะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ
ขโมยมาก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้ ของหาย รถเข็นมาชน รถโดนขูด
แล้วยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถอีก อะไรเนี่ย?

เราเคยคิดเหมือนกันว่า
ถ้าบ้านใครมีที่ดีๆในเมืองที่การจราจรสะดวกหน่อย
ไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือเกยบันไดรถไฟฟ้าก็ได้
แทนที่จะนำมาทำอพาร์ตเมนท์ คอนโด โรงแรม ออฟฟิศ ทั้งหลาย
น่าจะทำตึกที่จอดรถเหมือนกันนะ
ถึงค่าก่อสร้างจะแพงกว่าโครงสร้างที่อยู่อาศัยเอาการ
แต่ระยะยาวค่าบำรุงรักษา การดูแลเอาใจใส่ มันน้อยกว่ากัน
ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องห้องข้างบนตำน้ำพริกจนห้องข้างล่างไม่ได้นอนด้วย

 

๒. กรองคน
ในเมื่อที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
ก็เป็นเรื่องปรกติที่มีคนจำนวนมากต้องการได้มันมา
แต่ในเมื่อมันหายาก ก็แปลว่า มันไม่สามารถตอบสนองความต้องการทุกคนได้
เจ้าของที่จอดรถอาจจะปล่อยให้จอดรถกันฟรีก็ได้
แต่การที่ต้องมาปวดหัวเรื่องรถล้นที่จอดรถ ต้องเข็นกันวุ่นวาย
ต้องใช้พนักงานมากขึ้น มันเป็นต้นทุนสูญเปล่าล้วนๆ
ดังนั้น การเก็บค่าที่จอดรถ จึงเป็นการกรองคนที่มีรถ แต่ไม่อยากจ่ายค่าที่จอด ออกไปได้ส่วนหนึ่ง
ถ้าอยากกรองออกมาก ก็กำหนดค่าที่จอดให้แพงเข้าไว้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ที่ๆยิ่งทำเลดี แต่ที่จอดน้อย
ค่าที่จอดอาจจะพุ่งไปถึง 100 บาทต่อชั่วโมงได้
และเจ้าของที่จอดรถใจกลางเมืองส่วนใหญ่
ก็ไม่ต้องง้อด้วย เพราะอย่างไรรถก็มากกว่าที่จอดหลายเท่าอยู่แล้ว

 

๓. ควบคุมพฤติกรรมของคน
เมื่อเรารู้แล้วว่า เขาเก็บค่าที่จอดทำไม
เราก็รู้ความคิดของเจ้าของที่จอดได้มากกว่านั้น
จากค่าที่จอด และเงื่อนไขการเก็บค่าที่จอด
เขาไม่ได้ตั้งกันมามั่วๆนะตัวเอง อัตราและเงื่อนไขนั้น ล้วนแล้วแต่คิดมาอย่างดี
ตัวอย่างเช่น

๑.  ณ อาคารสำนักงานเล็กแต่หรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท มีตราประทับฟรี 1 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า เขามีที่จอดไม่พอ และไม่ต้องการให้รถของคุณมาจอดที่นี่
โกรธเหรอ ไม่ง้อด้วยเอ้า ไม่พอใจก็ไปหาที่อื่นเองสิ
แต่ถ้าพอใจ ฉันก็หวานหมู รับทรัพย์เหนาะๆ

๒. ณ อาคารสำนักงานใหญ่และหรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าไม่มีตราประทับ
ประทับตราได้ฟรี 1 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปคิดชั่วโมงละ 20 บาท”

เขาต้องการบอกว่า ที่จอดรถมันก็พอมีอยู่หรอก
แต่แถวนี้มันทำเลทองเกินกว่าจะให้คุณมาจอดได้แบบถูกๆ
เพราะถ้าคุณจอดถูกได้ เมื่อนั้นที่จอดรถก็จะไม่พอรองรับคนในตึก
แล้วคนในตึกก็อาจจะย้ายออกเพราะไม่พอใจ
แต่ก็เอาเถอะ ถ้าคุณมาติดต่อกับคนในตึก
ฉันก็จะเกรงใจคนในตึกทุกท่าน แล้วยินดีที่จะเก็บเงินคุณให้น้อยลง
แต่ก็จะไม่น้อยจนทำให้คุณหน้าชื่นตาบานหรอกนะ
อย่างไรฉันก็ต้องได้ประโยชน์จากคุณแบบสมน้ำสมเนื้อล่ะน่า

๓. ณ ห้างแห่งหนึ่ง เมื่อก่อน
“จอดฟรี 8 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า โปรดมาที่นี่เถิด ได้โปรด
โปรดใช้เวลากับฉันให้นานพอที่คุณจะรู้สึกชอบฉันขึ้นมา
ขอให้คุณอยู่กับฉันที่นี่จนไม่ต้องกังวลเรื่องค่าที่จอดอื่นใด
และเมื่อคุณชอบฉัน ขาดฉันไม่ได้เมื่อไหร่
ฉันจะเก็บเงินคุณเอง ไม่ต้องห่วง

๔. ณ ห้างแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองอีกแล้ว
“จอดฟรี 3 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 10 บาท”
เขาต้องการบอกว่า อยู่ด้วยกันให้นานนิดนึงนะ
เงินจะได้ออกจากกระเป๋าคุณอีกหน่อย
แต่ฉันว่าคุณไม่ควรอยู่เกิน 3 ชั่วโมง เพราะฉันว่าคุณคงไม่รู้จะซื้ออะไรเพิ่มแล้วล่ะ
งั้นฉันจะเริ่มเก็บเงินเพื่อเป็นการเตือนคุณก็แล้วกัน
จากที่ให้เวลาอ้อยอิ่ง 3 ชั่วโมงกับคุณ
หลังจากนั้นคุณก็ควรไสหัวออกไปซะ ก่อนที่จะเลยจุดคุ้มทุนของฉัน
ลูกค้าคนใหม่เขาจะได้มีที่จอด
แล้วเขาก็จะได้เอาเงินเขามาเข้ากระเป๋าฉันในรอบ 3 ชั่วโมงที่มีอยู่เหมือนคุณ
ถ้าคุณจะทู้ซี้อยู่ต่อ ฉันก็ว่าคุณคงต้องหาอะไรทำ เพื่อให้คุ้มกับ 10 บาทในแต่ละชั่วโมงที่เสียไปอยู่ดี
แต่ก็หวังว่า มันก็คุ้มค่ามากพอสำหรับฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันขึ้นเป็นชั่วโมงละ 20 บาทจริงๆด้วยเอ้า

๕. ณ ห้างอีกแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองพอๆกัน
“เก็บก่อนเลย 4 ชั่วโมงแรก 40 บาท ชั่วโมงต่อไป ชั่วโมงละ 10 บาท”
เขาต้องการบอกว่า ฉันจะเก็บชั่วโมงละ 10 บาทตั้งแต่ต้นก็ได้
คุณอาจจะมองว่ามันมีค่าเท่ากัน แต่สำหรับฉันแล้ว เชอะ(สะบัดบ๊อบ) ไม่!
การที่คุณเสียเงินก้อนตั้งแต่แรก ทำให้คุณแค้นฉันที่ฉันเก็บคุณไปตั้งเยอะ
คุณจะอยากแก้แค้นฉัน โดยการอยู่กับฉันให้ครบสี่ชั่วโมงด้วยความสะใจ
พอครบ 4 ชั่วโมง คุณก็จะไปพร้อมกับความรู้สึกเป็นผู้ชนะที่อยู่ได้ครบเทอม
และกระเป๋าสตางค์ที่เบาและฟีบของคุณตามจุดประสงค์ของฉัน โฮะๆๆ

๖. ณ หลายๆอาคาร ใจกลางเมือง
“สำหรับรถข้าราชการเท่านั้น”
เขาต้องการบอกว่า …เอ่อ…เหมือนในป้ายนั่นแหละ

 

 

เงื่อนไขที่แตกต่างกัน
เรียกร้องพฤติกรรมจากเราที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
เราก็เล่นเกมตามกติกาที่เขาวางไว้ให้ไปแล้ว

จากตัวอย่างการเก็บค่าที่จอดรถ
เราจะเห็นได้ว่า แต่ละที่เขาก็มีกลยุทธ์ในแบบของเขา
มี business logic ต่อของสิ่งเดียวกัน ในที่นี้คือ ที่จอดรถ แตกต่างกัน
แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร
จุดประสงค์ก็คือ การ utilise ที่จอดรถให้ผลิตประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของอาคาร
ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ซึ่งแต่ละที่ก็มีความคุ้มค่าในการ utilise แตกต่างกันไป
ทั้งขึ้นอยู่กับ Asset ที่มี และเป้าหมายที่ต้องการ
บางที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องลงทุนไม่เก็บค่าที่จอดรถ
บางที่ประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ 3 ชั่วโมงแรกต่อคน บางที่ก็ 4 ชั่วโมงต่อคน
บางที่ประโยชน์สูงสุดอาจจะอยู่ที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปจอดได้เลย

 

การทำเว็บให้ประสบความสำเร็จ หรือใช้งานได้ดี
ก็ไม่สามารถวัดได้ที่ user ใช้เวลาแช่อยู่ในเว็บนานเท่าไหร่เสมอไป
เว็บ A เป้าหมายอาจจะอยู่ที่ user เข้ามาใช้งานหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 5 ชั่วโมง
เว็บ B เป้าหมายอาจจะอยู่ที่ user เข้ามาใช้งานทุกวัน วันละ 5 นาที
เว็บ C เพิ่งเปิดตัว เป้าหมายตอนนี้อาจจะอยู่ที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ hit rate สูงสุด
ไม่ว่า user จะเข้ามาซ้ำ หรือเข้ามาใช้งานกี่นาที
เว็บอื่นๆนอกจากนี้ก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไปได้อีก
ซึ่งเป้าหมายที่ต่างกันนี้ ทำให้ Work Flow แตกต่างกัน
การวางแผนในพฤติกรรมของ user ก็แตกต่างกัน
เว็บสองเว็บที่เป็นเว็บประเภทเดียวกัน ธุรกิจเดียวกัน มีฟังก์ชั่นเหมือนกันหมด
แต่ถ้าเว็บมีการกำหนดเป้าหมาย ที่แตกต่างกัน
จุดประโยชน์สูงสุดแตกต่างกัน
work flow และ interface ที่ได้ ก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
และพฤติกรรมของ user ก็จะแตกต่างกัน น้อยไปถึงมาก ด้วย