เส้นทางจากบ้านที่จะไปที่ทำงานปัจจุบันของเรา
มีเส้นทางที่ไปได้ทั้งหมด 3 ทาง
เส้นทางที่ 1 เส้นทางดั้งเดิม ไปตรงๆ ไปตามถนนหลักทั้งหมด
เส้นทางที่ 2 เส้นทางใหม่ขึ้นมาหน่อย มีไปซิกแซกเล็กน้อย แต่ก็ยังตามถนนหลักอยู่ดี
เส้นทางที่ 3 เส้นทางที่ต้องกระยึกกระยักทางถนนหลัก ถนนย่อย และกลับรถในที่ห้ามกลับ

เมื่อเช้านั่งแท็กซี่ไปทำงานตามปรกติ
แต่ที่ไม่ปรกติก็คือ
แท็กซี่คันนี้หาทางไปส่งเราด้วยเส้นทางที่ 3
ซึ่งเป็นเส้นทางที่ปรกติไม่ค่อยมีแท็กซี่ไปกัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถธรรมดายิ่งไม่ไปใหญ่ เพราะว่าเสี่ยงโดนจับ
และเขาก็ขับเลยจุดที่จะต้องเลี้ยวเข้าเส้นทางที่ 1 และ 2 แล้วด้วย

พอทักขึ้นมาว่ามันจะอ้อมหรือเปล่า
เขาก็หันขวับกลับมาถามว่านี่คุณว่าผมอ้อมเหรอ
เราตรวจดูสังขารตัวเองแล้วก็ตัดสินใจที่จะเจียมเอาไว้
เลยบอกเขาไปว่าแค่สงสัย เพราะมันมีหลายเส้นทางที่ไปได้
เขาก็อธิบายว่า เขาไม่อ้อมหรอก เพราะว่าไม่คุ้มกับเงินที่ขึ้น
อยากให้ผู้โดยสารไปถึงที่เร็วที่สุด
แล้วก็รอให้ตัวเลขบนมิเตอร์พิสูจน์ดูก็แล้วกัน
พร้อมทิ้งท้ายว่า เราควรจะบอกแท็กซี่ว่าเราจะให้เขาขับไปทางไหน

เอ่ นั่งแท็กซี่เก้าสิบเก้าคัน มันก็ไปทางที่ 1 กับ 2 หมด
มีคันนี้แหละที่เลือกเส้นทางอย่างนี้
ตกลงว่า วันหลังคงต้องบอกแท็กซี่ทุกคันมั้งว่าจะให้ไปทางไหน

ผลปรากฏว่า เราต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณสิบกว่าบาท
แต่นั่นก็ทำให้เราพิสูจน์อย่างมีหลักฐานกับตัวเองว่า
ถึงมันไม่อ้อม มันก็เป็นเส้นทางที่แพงกว่ากันจริงๆจ้ะ

คนขับรถในเมือง มักจะมีวิธีเลี่ยงรถติดแตกต่างกันไป
วิธีง่ายๆที่สุดก็คือ การที่ไม่ออกไปอยู่กลางถนนในเวลาเดียวกับคนส่วนใหญ่
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนก็มักจะใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดแทน

ก็แหงล่ะ !

แต่ การที่คนเราใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดนี่แหละ ที่มันน่าตลกอยู่
เท่าที่เจอมา คนส่วนใหญ่เลย จะคิดว่า การเข้าทางหลัก ซื่อๆทื่อๆนี่แหละ
เป็นเส้นทางที่โง่ที่สุด
การที่ขับเข้าซอยลัดนิดนึง ซอกแซกอีกหน่อย
มันทำให้เรารู้สึกว่าเราฉลาดเลือก และรู้มากกว่าคนอื่น

จริงไม่จริง ต้องพิสูจน์ด้วยเวลา หรือค่าแท็กซี่
แต่การรับรู้ กับความจริง ก็เป็นคนละเรื่องกัน
บางคนไม่สนใจแม้แต่จะสังเกตว่า มันเป็นเส้นทางที่ดีกว่ากันจริงหรือไม่
แค่ขึ้นชื่อว่าซอยลัด ก็พร้อมที่จะเข้าไปอยู่แล้ว

เพราะความเป็นจริงก็คือ
ซอยลัดรองรับรถได้น้อยกว่าทางหลัก
ถึงจะมีคนรู้น้อยกว่า แต่มันก็ใช้จำนวนรถไม่กี่คันที่จะเข้าไปติดให้เต็มซอย
อีกทั้งซอยลัดมักจะคดเคี้ยวมากกว่าทางหลัก
และยิ่งซอกแซก ก็ยิ่งเปลี่ยนถนนหนทางมากเท่านั้น
การเปลี่ยนถนนเปลี่ยนซอย มันหมายความว่า จะเจอแยกมากกว่าปรกติ
ซึ่งทำให้ถ่วงเวลาโดยใช่เหตุ และไม่ทำให้เหมาะสมกับคำว่าซอยลัดเท่าไหร่เลย

ในขณะที่ถนนหลัก รถติดขนาดไหนก็เห็นๆเลยว่ารถติด
ก็เลยดูว่า ถ้าไปทางหลัก อย่างไรก็ติดวันยันค่ำ
ทางหลักเลยดูเหมือนว่า ไม่ควรจะเป็นทางเลือก สำหรับผู้ที่เจนเส้นทางแล้ว

และแน่นอน หลังจากการพิสูจน์เรื่องเวลาและค่าแท็กซี่
เราเลือกเส้นทางที่ 1
เพราะมันไม่ได้กินเวลาไปกว่าเส้นทางที่ 2 ที่คนรู้ทางหน่อยจะชอบไปกัน
ด้วยความรู้สึกว่ามันติดน้อยกว่า
(ทั้งๆที่จริงแล้วมันติดมหาติด แต่มีเส้นทางให้กระยึกกระยักหน่อย
พอให้ได้บริหารสมอง แล้วรู้สึกว่าเป็นเส้นทางที่ออกแบบเอง)
และเพราะมันประหยัดเวลาและค่าแท็กซี่กว่าเส้นทางที่ 3
(ซึ่งต้องเข้าซอกเข้าซอย แถมยังต้องไปกลับรถในที่ห้ามกลับรถ
เมื่อผ่านมันมาได้ คงรู้สึกว่าเราเป็นคนฉลาดมากๆ)

การมี perception ว่า สิ่งที่ซับซ้อน เป็นสิ่งที่ดี ฉลาด
ก็เป็นแนวคิดที่ระบาดในการออกแบบระบบอยู่เหมือนกัน
คนที่ออกแบบระบบที่ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ให้มันซับซ้อน
ก็ไม่ต่างอะไรกับพี่แท็กซี่ที่เลือกออกแบบเส้นทางเดินรถที่ยึกยัก
(ไม่ว่ามันจะเปลืองเวลาไป จะเสียค่าแท็กซี่เพิ่มเท่าไหร่
โดยที่พี่เขายังคิดว่า เป็นทางที่ดีที่สุดอยู่ดี)
มันทำให้คนออกแบบระบบรู้สึกดีว่า
เขาได้ทำสิ่งที่ยากๆ แบบที่คนอื่นทำไม่ได้
และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาน่าจะได้อัพค่าตัว

หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยุ่งยาก
เป็นคุณสมบัติของคนทั่วไปเลยทีเดียว

นั่นหมายความว่า การออกแบบระบบให้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ให้มันใช้ยากๆ เข้าใจยากๆน่ะ ใครๆก็ทำได้

แต่การจะออกแบบระบบให้ใช้ง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ
ยิ่งระบบที่ซับซ้อน จะทำออกมาให้เข้าใจง่าย ใช้ง่าย น่ะ
มันต้องผ่านการคิด กลั่นกรอง พิสูจน์
มากกว่าการออกแบบระบบแบบขยุ้มๆทุกสิ่งทุกอย่างแล้วอัดๆเข้าไป หลายเท่าตัว

สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือ
การโยนทัศนคติที่ว่า ความซับซ้อนคือความฉลาด ออกไปจากหัวก่อน
การออกแบบระบบไม่ใช่การทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวคนออกแบบว่าฉลาดขนาดไหน
แต่เป็นการทำให้คนอื่นๆที่มาใช้ระบบเรา
สามารถทำงานของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ราวกับระบบช่วยให้เขาฉลาดขึ้น

ใช่แล้ว การออกแบบระบบที่ดี
ต้องทำให้ผู้ใช้ฉลาดขึ้น
ซับซ้อนในส่วนที่จำเป็นต้องซับซ้อน ง่ายในส่วนที่ทำให้ง่ายได้
ไม่ใช่ไปทำให้ผู้ใช้เห็นว่าคนออกแบบฉลาด
แล้วทำให้ผู้ใช้รู้สึกโง่ที่ใช้ระบบนี้ได้ไม่ดี

เพราะงานออกแบบ เป็นงานที่ทำเพื่อคนอื่น
นักออกแบบที่ดี ไม่ว่าจะออกแบบอะไร
ก็ไม่ควรจะให้อัตตาของตัวเองมันนำการออกแบบ

นอกจากว่าเราออกแบบเพื่อตัวของเราเอง
หรือเราเป็นเทพ ที่ออกแบบอะไรมาคนก็รับได้หมด
และพร้อมที่จะถวายชีวิตเพื่อใช้งานมันให้ได้ดี
เมื่อถึงเวลาอย่างนั้น แล้วก็ค่อยว่ากัน