วันนี้ มาคุยอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับออนไลน์ซะหน่อย

มีคนเขาทำนายเอาไว้ว่า
บ้านชานเมืองอาจจะราคาถูกลง เมื่อ demand ลดลง
เนื่องจากราคาน้ำมันที่ถีบตัวพุ่งสูงปรี๊ดอย่างที่เห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น
ที่สหรัฐอเมริกาก็เผชิญกับปัญหานี้ และได้รับผลกระทบไปในทิศทางเดียวกัน
บ้านที่ยิ่งไกล ราคาบ้านก็ยิ่งถูกลง (ไปกว่านี้อีก)
คนเข้าไปหาคอนโดในเมืองมากขึ้น

ไม่เฉพาะบ้านพักอาศัยเท่านั้น
น้ำมันที่แพงขึ้น ก็ทำให้พฤติกรรมด้านอื่นๆเปลี่ยนไปด้วย
เช่น การท่องเที่ยว ที่ต้องวางแผนการเดินทางอย่างรัดกุม
ไม่เช่นนั้น คงเที่ยวกันไม่สนุกเท่าไหร่ ถ้าต้องเที่ยวไป ห่วงค่าน้ำมันไป

แล้วด้วยความที่น้ำมันราคาแพงขึ้น
เมื่อซื้อรถ คนก็หันไปเลือกรถใหม่ๆมากขึ้น
เนื่องจากสามารถเติมพลังงานทางเลือกได้
เดี๋ยวนี้ รถมือสองบางคัน จึงต้องออกโปรโมชั่นติดถังแก๊สให้ฟรีด้วย
คนถึงกลับมาพิจารณารถมือสองกันมากขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา
Chrysler ได้นำเอากลยุทธ์การตลาดสู้กับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
โดยมีโปรโมชั่น ถ้าซื้อรถ Chrysler คันใหม่
ทางบริษัทจะให้ Credit Card ที่สามารถใช้เติมน้ำมันได้เท่านั้นมา
และสามารถเติมน้ำมันได้ในราคา $2.99 ต่อแกลลอน ทุกครั้ง ภายใน 3 ปีแรก
ถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้นกว่านี้ในระยะเวลา 3 ปีแรก
ทาง Chrysler จะเป็นผู้จ่ายให้เองโดยที่เราไม่ต้องจ่ายเพิ่มอะไร
(ด้วยเงื่อนไขข้อกำหนดว่า เติมได้ไม่เกินกี่แกลลอน ใช้กับน้ำมันอะไรบ้าง)

วิธีการนี้ เชื่อว่า น่าจะทำให้ Chrysler ยอดขายกระฉูดเป็นแน่แท้
แม้ว่าจะต้องแลกกับเงินมหาศาลที่เอาไปประกันค่าน้ำมันให้ลูกค้า
(และเชื่อว่า คงจะคำนวณไม่ผิด ไม่ก็แอบเอาราคาน้ำมันส่วนหนึ่งไปใส่ไว้ในราคารถแล้ว)
ไม่ว่าจะเป็นจากลูกค้าที่ตั้งใจที่จะซื้อแต่ยังไม่ซื้อ ก็เป็นตัวช่วยเร่งให้ซื้อได้ง่ายขึ้น
หรือลูกค้าที่ยังลังเลเลือกอยู่หลายคัน ก็เป็นตัวดึงดูดให้มาฟันธงที่ Chrysler
และแน่นอน เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่ใช่ว่าจะก๊อปปี้กันได้ทันที
ถ้าคู่แข่งอยากทำตาม ก็ต้องเสียเวลาคำนวณให้คุ้มต้นทุนกำไรกันก่อน

และกว่าจะถึงป่านนั้น Chrysler ก็ขายรถได้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ^_^

นี่เป็นตัวอย่างการคิดกลยุทธ์แบบที่คู่แข่งตั้งตัวกันไม่ทัน
เพราะถึงจะดูเป็นกลยุทธ์เรียบง่าย บอกประโยคเดียวลูกค้ารู้เรื่อง
แต่มันต้องผ่านการคิดมาอย่างดี

ถ้าอยากขายดี และทิ้งระยะคู่แข่งให้มีเวลาที่เราได้เปรียบ
ก็ต้องคิดอะไรอย่างนี้ล่ะนะ ^_^

อ้างอิง
http://freakonomics.blogs.nytimes.com/2008/05/12/299-gas/