กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อตอนนี้โลกเรายังไม่เป็นโลกกูเกิ้ล
Domain name ในตำนาน ที่ทุกคนเสาะแสวงหา
ก็คือคำที่เรียกง่ายๆ และลงท้ายด้วย .com
เพราะสมัยก่อน เวลาที่คนจะเข้าเว็บอะไร
ถ้าไม่รู้ URL ก็จะพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา แล้วลงท้ายด้วย .com
ไม่ว่าจะเป็น Hotels.com Cars.com Schools.com Eat.com Free.com
Music.com Mp3.com Earth.com Weather.com Answers.com About.com
Thailand.com Bangkok.com อะไรอย่างนี้มากมาย
ใครได้ครอบครองก็จะถือว่า มีโอกาสทองมากกว่าใครในเลิศหล้า
สามารถขายต่อได้ในราคาที่ซื้อรถยุโรปได้เป็นคันๆ
แถมน้ำมันอีกสิบปี ประกันภัยชั้นหนึ่ง เบาะ Recaro accessories ของ AMG
ระบบ Car Audio ของ Bang & Olufsen บวก GPS และอื่นๆอีกมากมาย

แนวทางในการตั้งชื่อเว็บ หรือแบรนด์ออนไลน์สมัยนั้นจึงเป็น
“อะไรก็ได้ ที่ generic ที่เป็นคำสามัญมากๆ”

 

แต่เมื่อ Google ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเล่นเน็ตแล้ว
ศาสตร์ในการตั้งชื่อบริษัท และ Domain name ก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แทนที่คนเราจะนึกถึงคำอะไรสักอย่าง
แล้วก็พิมพ์ใส่ช่องใส่ URL ว่า อะไรสักอย่าง.com แล้วก็เคาะ enter
ตอนนี้ “อะไรสักอย่าง” จะถูกพิมพ์ลงใน textbox ของ Google
แล้วผลการค้นหาที่ออกมา “อะไรสักอย่าง.com” อาจจะไม่อยู่แม้แต่ใน 5 อันดับแรกก็ได้
ยิ่งเป็นคำสามัญมากเท่าไหร่ โอกาสที่เว็บเราจะตกไปอยู่ Search Result หน้าหลังๆ ก็ยิ่งมาก
เพราะใครๆก็ใช้คำนี้เป็น keyword กันทั้งนั้น
และยิ่งเป็นคำสามัญเท่าไหร่ ความหมายในชื่อก็ยิ่งลดลง
ตรงข้ามกับชื่อที่ผันตัวเองกลายมาเป็น generic name และ verb
เช่น I will Google it later, I have Tweeted for 3 times today,
Skype me whenever you want. เป็นต้น

การที่มีชื่อโดเมนเป็นคำสามัญ จึงมีความสำคัญลดน้อยลง
(และคนที่โกยกำไรจากโดเมนเหล่านี้ ก็รวยกันไปเรียบร้อยแล้ว)
คือยังมีความสำคัญอยู่ และยังมีผลดี ถ้าเราได้มา
แต่นั่นไม่ได้ประกันว่า ผลทีได้ จะคุ้มกับเงินเป็นแสนๆล้านๆ ที่จ่ายค่าโดเมนไปหรือไม่

การเป็นแบรนด์ที่ดัง จึงไม่จำเป็นต้องมีคำ generic แต่เป็นตัวของตัวเองที่สุด
McDonald ไม่ต้องมีคำว่า Hamburger อยู่ในชื่อ
IKEA ไม่ต้องมีคำว่า Furniture หรือ Home
Yahoo หรือ Google ก็ไม่มีคำว่า Search
Flickr ก็ไม่ต้องมีคำว่า Photo หรือ Foto
Twitter ก็ไม่ต้องมีคำอะไรที่อธิบายถึงความเป็น Micro-blogging
จากบล็อกของ Seth Godin ที่
http://sethgodin.typepad.com/seths_blog/2005/10/the_new_rules_o.html
Seth กับเรามีปัญหาเดียวกัน นั่นคือ เราต้องสะกดชื่อของเราให้คนอื่นเขียนได้ถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ เราต้องอ่านชื่อเราให้ฟังด้วยว่า อ่านแบบที่ถูกต้องอ่านว่าอย่างไร
เพราะถึงแม้จะเขียนถูกและชัดเจน 90% ของจำนวนครั้งทั้งหมด คนก็ยังอ่านผิดอยู่ดี

แต่ชื่อที่เฉพาะนั้น กลับกลายเป็นผลดีกับการค้นหาของ Google
เพราะนั่นหมายความว่า โอกาสที่เราจะอยู่อันดับแรกๆในการค้นหา มีสูงกว่ามาก
และการสร้างแบรนด์เฉพาะตัว ทำได้ง่ายกว่า
แนวทางในการตั้งชื่อเว็บหรือแบรนด์ สมัยนี้ น่าจะอยู่ภายใต้สามข้อนี้

1. ชื่อที่เป็น generic name มักจะโดนจองไปเก็งกำไรหมดแล้ว
ควรจะหาชื่อที่เฉพาะเจาะจง เป็นตัวของตัวเองกว่านี้
ถ้าเป็นบล็อกเกอร์ ชื่อ Macroart ชื่อ ไอ้แอนนนน ชื่อ Projectlib ชื่อ เสธแดง
ก็จะเป็นแบรนด์ที่จำง่ายว่า สมพงศ์ บอย แอน บรรณารักษ์ ทนายความ ทหาร

2. ชื่อที่เฉพาะเจาะจง เป็นเอกลักษณ์ แต่ควรจะจำง่าย สะกดไม่ยาก ไม่สับสน
เพราะคนจะจำผิดได้ และทำให้ต้องไปเสียเงินเช่าโดเมนที่ชื่อใกล้เคียงกันอีก
เช่น เทรนด์ -r แทนที่จะสะกดเป็น -er
ถ้าเป็นแบรนด์แรกๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอคนใช้เยอะๆ คนจะจำไม่ได้หรอกว่า
URL ของคุณเป็น -r หรือ -er
หรือเทรนด์ 4u 2u ที่เกิดขึน ก็ทำให้คุณเสียเงินซื้อโดเมนใกล้เคียงเพิ่มโดยใช่เหตุ
การใช้ชื่อไทย ข้อดีคือ พวกต่างชาติที่จองโดเมนไว้เก็งกำไร นึกไม่ถึงว่ามีชื่อนี้ด้วย
แต่ข้อเสียคือหลายๆครั้งเป็นชื่อที่สะกดยากเกิน ทำให้เกิด phishing site ได้ง่าย
Kbank เป็นตัวอย่างทีดีในการปรับชื่อจาก Kasikorn Bank
SCB เป็นตัวอย่างที่ดีในการปรับชื่อจาก Siam Commercial Bank
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อยาก แต่ก็เลือกชื่อสำหรับโดเมนเนมค่อนข้างใช้ได้
(Krungsri.com)
ธนชาติ สะกดได้ไม่รู้กี่แบบ thanachart tanashat tanachat และอื่นๆ
พันทิป.คอม สะกดได้ถึงสามแบบหลักๆ คือ pantip phantip และ panthip
กระปุก.คอม สะกดได้ตั้งแต่ kapook kapuk kapuke krapook krapuk และอื่นๆ
ถ้าเป็นเว็บที่คิดจะโกอินเตอร์ การตั้งชื่อไทยอาจจะไม่สื่อความหมายเท่าไรนักด้วย

3. ถึงจะเป็นคำที่มีเอกลักษณ์ แต่ก็ควรบ่งบอกสิ่งที่เว็บหรือแบรนด์เป็นอยู่ในตัว
เช่น Yahoo! เป็นอาการที่คนดีใจมาก เมื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการพบ
Google เป็นเครื่องมือสองส่องหาสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระยะไกลขนาดไหน
ไม่ใช่จะตั้งชื่อเว็บลอยๆขอให้ไม่เหมือนใครเป็นพอ

 
เมื่อเราได้ชื่อดีๆเป็นการเริ่มต้นแล้ว ก็อย่าลืมทำ Product ให้ดีๆด้วย
เพราะในระยะยาว Product ที่ดี จึงจะสามารถมีชีวิตรอดปลอดภัย
จากการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือดอย่างที่เห็นในปัจจุบันได้