วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณปอง จักรพงษ์ คงมาลัย
ซึ่งปัจจุบันเป็น Community Manager แห่ง Yahoo! สิงคโปร์
ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และประสบการณ์การทำงาน

อยากให้คุณปองเล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานแวดวงอินเตอร์เน็ตให้ฟังหน่อย
ทุกอย่างเริ่มต้นจากเราชอบนั่นล่ะครับ
ก็เริ่มจับอินเทอร์เน็ตครั้งแรกก็ประมาณปี 1995 ตอนนั้นเรียนที่เอแบค
ที่มหาวิทยาลัยเค้าจะมีห้องให้นักศึกษาเข้าไปนั่งเล่น จำได้ว่าคนนั่งเล่นเต็มห้องเลย
ผมเข้าไปก็เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก เพื่อนสอนให้เล่นพวกโปรแกรม Chat จำได้ว่าชื่อ nTalk
จากนั้นก็ขยับไปเล่น IRC แล้วก็ mIRC ตามลำดับ

ผมรู้สึกประทับใจตรงที่มันเป็นสื่อที่ interactive มากๆ คนอยู่กันคนละมุมโลกแท้ๆ ทำไมคุยกันได้
ผมก็เริ่มซื้อหนังสือมาอ่านว่าอินเทอร์เน็ตเป็นยังไง
จำได้ว่าตอนนั้นพี่เอ๋อ ปรเมศวร์ มินศิริยังเขียนหนังสือวิธีใช้ Netscape Navigator ขายอยู่เลย ผมก็ซื้อมาอ่าน
เข้าเว็บดังๆ ตอนนั้นก็ Yahoo.com
เข้าไปเพื่อดูว่า อินเทอร์เน็ตมันคืออะไร นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักอินเทอร์เน็ต

จากนั้นพอเรียนจบก็เริ่มไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ตอนนั้นคุณสนธิ ล้ิมทองกุลยังเป็นบรรณาธิการใหญ่อยู่ แกก็ชอบอินเทอร์เน็ตมาก
แกไปจดโดเมนเนม Manager.co.th เอาไว้นานแล้ว
ตอนนั้นจำได้ว่าต้องเอาข่าวที่ตัวเองทำอัพโหลดขึ้นเว็บแบบวันต่อวัน
คือข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ จะมีให้อ่านฟรีในเว็บด้วย แต่ก็ยังไม่มีอะไร
พี่ๆ นักข่าวบางคนในผู้จัดการฯ ยังพูดกันด้วยซ้ำว่าคุณสนธิทำเว็บทำไม เดี๋ยวคนก็ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์หรอก
นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้จับอินเทอร์เน็ตในฐานะคนทำงานอินเทอร์เน็ต

จากนั้นปี 2000 ผมก็บินไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย
เป็นคนไทยอยู่ที่นั่นมันเหงาครับ อยู่ไปได้ปีนึงก็เริ่มทำเว็บของตัวเองเป็นชุมชนคนไทยชื่อ Aussietip.com
ทำสนุกๆ ทำไปทำมาจนได้จดหมายรับรองจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยว่า
เป็นเว็บแนะนำให้นักเรียนไทยเข้าไปชมก่อนไปเรียนออสเตรเลีย
กลับมาเมืองไทยก็กลับไปทำเว็บ Manager.co.th ต่อ
ตอนนั้นทำหน้าบันเทิง ซ้อเจ็ดจะดังมากๆ
ผมไปไหนมาไหนต้องมีคนถามว่าเฮ้ย ซ้อเจ็ดมันใคร บอกเราได้ไหม เราไม่บอกใครหรอก อะไรทำนองนี้
บรรดาดาราเจอเราเขายังถามเลยว่าผมเป็นซ้อหรือเปล่า
จากนั้นก็ย้ายไปทำเว็บให้กับนิตยสารบ้างก็คือเว็บ marsmag.net เป็นของนิตยสาร mars ในเครือผู้จัดการเหมือนเดิม
ตอนนั้นต้องขอบคุณกลุ่มผู้จัดการจริงๆ ครับ
เพราะด้วยความที่กลุ่มผู้จัดการชอบทำอะไรใหม่ๆ เป็น pioneer ก่อนใครเขาเป็นประจำ
ผมเลยมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก

ทำอยู่ได้สองปี ผมก็เริ่มคิดว่าตัวเองอิ่มเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์แนว content แล้ว
อยากจะทำอะไรใหม่ๆ บ้าง อยากเรียนรู้เรื่องการตลาดบ้าง
พอดีที่ทางบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย (ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส) ในกลุ่มชินฯ กำลังเปิดรับคนทำด้านอินเทอร์เน็ตพอดี
ผมก็เข้าไปทำในส่วนของอินเทอร์เน็ตและก็เลยข้าม platform ไปถึง WAP ในโทรศัพท์มือถือ
และเป็นที่ปรึกษาทางด้านเว็บในกลุ่มชินฯ อย่าง Hunsa.com
แล้วก็เว็บของโปรดักต์อื่นเช่น call center, audiotex ที่บริษัททำอยู่
และได้ทำงานที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ทำให้รู้จักเว็บมาสเตอร์เก่งๆ หลายคน
จนกระทั่งวันนึงก็มีโอกาสย้ายมาทำที่ Yahoo! ครับ

คุณปองมีประสบการณ์เรื่อง Online Community มากี่ปีแล้ว? มาสนใจเรื่อง Online Community ได้ยังไง?
เว็บ Aussietip.com เริ่มทำตอนปี 2001 มาถึงตอนนี้นี่ก็ 8 ปีแล้ว
ผมก็สนใจ Community มาตั้งแต่แรกเริ่มทำเว็บแล้วล่ะครับ
เห็นเว็บไทยดีๆ อย่าง Pantip.com, MrPalm.com เขาทำเว็บแนวนี้เก่งๆ ก็อยากเก่งอย่างเขาบ้าง
อย่างคุณณัฐพงษ์เจ้าของเว็บ MrPalm.com นี่มีบุญคุณกับผมมาก
ตอนผมเรียนที่ออสเตรเลียก็ได้พี่เขานี่ล่ะครับที่นั่งสอนกันทาง ICQ ว่าทำเว็บแนวนี้ทำอย่างไร 
แต่ตอนนั้นต้องบอกว่าทำเอามันจริงๆ ไม่คิดว่าจะมาทำเป็นอาชีพเลยครับ
คือโลกทั้งโลกตอนนั้นเขาเลิกเห่ออินเทอร์เน็ตกันแล้ว คือฟองสบู่ดอทคอมมันแตกหมดแล้ว
เว็บใหญ่ๆ ดังๆ ปิดตัวหลายเว็บ ไม่ปิดก็ไม่ขยายต่อ แถมเศรษฐกิจยังถดถอยด้วย
ยังจำได้ว่าหนังสือพิมพ์ฝรั่งบางเล่มยังสร้างคอลัมน์ “สุสานเว็บ” เพื่อเขียนเกี่ยวกับเว็บไหนที่ตายแล้วบ้าง
มองกลับไปเมืองไทยก็เหมือนกันคือเว็บที่มีการซื้อขายกันเป็นล้านๆ ก็ล้มหายตายจากหายไปหลายเว็บเหมือนกัน
ผมก็กลับมาคิดว่าเอ๊… เขาทำกันแล้วเจ๊งอย่างนั้น เราทำแบบสบายๆ ของเราดีกว่าไม่ต้องไปคิดเรื่องเงิน
ผมก็ทำของผมมาเรื่อย ตอนนี้สรุปยังทำ Aussietip.com อยู่เลย 8 ปีแล้ว
นี่เพิ่งเปิดเว็บลูกใหม่อีกเว็บทำเล่นๆ ชื่อ Singtip.com เป็นคอนเซ็ปต์เดียวกัน
คือเป็นเว็บคนไทยในต่างแดน แต่เป็นของสิงคโปร์ แต่ทั้งหมดนี่ไม่ได้ตังค์นะครับ ทำเอามันส์ใจรักจริงๆ
เราทำมันเพราะชอบที่มันเป็นสื่อที่เปิดให้คนโต้ตอบกันได้
รู้สึกดีที่เราได้ติดต่อสื่อสารกับคนที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่เรากลับหยิบยื่นมิตรภาพให้กันได้
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือผมจะบอกว่าสนใจมันอย่างเดียวไม่พอ ของอย่างนี้ต้องลงไปทำ ถึงจะเข้าใจ

 

Online Community Manager มีหน้าที่อะไรบ้าง?
หน้าที่หลักๆ ของ Community manager คือ 3E ครับ
Engage, Educate, Entertain

Engage คือทำให้คนติดอยู่กับเว็บ Educate คือแนะนำผู้ใช้ว่าเว็บเราเป็นแบบไหน และจะได้ประโยชน์สูงสุดจากมันอย่างไร
และ Entertain นี่ตรงตัวครับ ต้องให้ผู้ใช้เขารู้สึกสบายใจที่เข้ามาที่เว็บเรา ก็ต้องต้อง Entertain กันในระดับหนึ่ง
แต่จริงๆ ยังมีส่วนรายละเอียดอีกมากที่ประกอบกันเป็นตำแหน่งนี้
เพราะเอาเข้าจริงๆ การสร้าง Community สำหรับคนไทยก็หนีเรื่อง Offline ไปไม่พ้นครับ
แต่หลักๆ ของการสร้าง Community มันคือการสร้างความเชื่อ ให้ยูสเซอร์เขาเชื่อว่ามีเราอยู่ที่นั่นตลอดเวลา
และทำให้เขาแน่ใจว่ามีเราคนนึงล่ะที่พยายามมอบสิ่งที่เขาต้องการอยู่
เหมือนร้านกาแฟปากทางน่ะครับ อยากมาเมื่อไหร่ก็มา เถ้าแก่จะรอเสิร์ฟกาแฟ

 

ส่วนใหญ่คนทำงานสายไอทีในเมืองไทยที่มีบทบาท มักจะมาจากสาย technical,
คุณปองมาจากสาย non-technical แต่มาทำงานสายนี้
ไม่ทราบว่า มีอุปสรรคอะไรบ้างไหมแล้วก้าวผ่านข้ามอุปสรรคนั้นมาได้อย่างไร?

ก็ยอมรับว่ามีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยนะครับ
โชคดีว่าส่วนงานของผมไม่ต้องการคนที่แน่นในเรื่องของ technical มากนัก
จริงๆ การมีประสบการณ์ดัานเทคนิคสำคัญนะครับ อย่างเพื่อนๆ ผมที่เป็นวิศวกรเขาก็จะเก่งด้านนี้ไปเลย
ที่นี่เรามีคนเก่งๆ เยอะ มีคนที่ไม่ได้มาสาย technical อย่างผมบ้างสักคนก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว
เพราะเส้นทางในการทำงานต่อไปในอนาคตของผมก็ไม่ได้ต้องการไปทางสายไอทีแบบเต็มๆ อยู่แล้ว
มันเน้นในเรื่องของ product management มากกว่า

 

คงจะมีหลายๆคนสงสัยว่าคุณปองไปอยู่ที่ Yahoo! ได้ยังไง? คิดว่าอะไรที่ทำให้ Yahoo! พิจารณาคุณปอง
ไม่มีอะไรเลยครับ มีวันนึงถามตัวเองขึ้นมาว่าถ้าได้ไปเมืองนอก มันก็คงท้าทายดีนะ
ก็เลยลองคลิกเข้าไปในเว็บ Yahoo! เจอคำว่า “หางาน” ก็คลิกเข้าไปอ่าน Job description
คิดว่าเราทำได้ก็เลยส่ง resume ไป เขาเรียกสัมภาษณ์อยู่ 8 รอบ แล้วก็ได้งาน
ส่วนอะไรที่เขาพิจารณา เจ้านายผมเขาบอกว่าคนที่จะมาทำที่ Yahoo! ได้ต้องมี Passion
คือต้องมีความต้องการที่จะทำงานด้านนี้อย่างแรงกล้า และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้
ซึ่งเขาบอกว่าเรามีจุดนี้ที่เด่นชัดกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ
ก็เลยโชคดีได้มาร่วมงานกับบริษัทด้านอินเทอร์เน็ตที่เรารู้จักมาตั้งแต่แรก

 

ประสบการณ์การทำงานที่ Yahoo! เป็นไงบ้าง ต่างกับที่เคยทำที่เมืองไทยยังไง?
ต่างกันตรงที่วัฒนธรรมในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรครับ
และที่สำคัญที่สุดคือ Yahoo! เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตแบบดอทคอมจริงๆ
ก็เลยแตกต่างจากบริษัทที่ผมเคยทำมาที่เมืองไทย ที่มีอินเทอร์เน็ตเอาไว้เป็นส่วนเสริมในธุรกิจ
แต่ที่นี่อินเทอร์เน็ตคือสื่อหลัก ดังนั้นมืออาชีพทางด้านเว็บก็จะมารวมตัวกันที่นี่
คนจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่คลั่งไคล้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่นี่ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรตลอดเวลา
รวมทั้งวิธีการทำงานแบบมืออาชีพจริงๆ เขาทำอย่างไร อย่างสมัยผมอยู่เมืองไทยนี่ไม่ใช่ว่าไม่ดี
แต่ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเป็นงานเท่าไหร่ ยังมวยวัดอยู่ มาที่นี่เหมือนมาเทิร์นโปร ฮ่าๆๆ
หินดีครับ แต่ก็สนุก

อย่างเช่นสมัยก่อนเรานึกจะทำแคมเปญการตลาดอะไรสักอันคุยกันกับเจ้านาย
คุยกันกับทีมผ่านแล้วก็ยื่นเรื่องเสนอผู้ใหญ่ ถ้าผ่านก็ทำ
แต่ที่นี่มันจะดูรัดกุมครับ จะทำแคมเปญทีนึงเราจะมาถามกันก่อนว่าทำไปแล้วมันตรงกับนโยบายของเราไหม
ทำแล้วมันทำให้ยูสเซอร์ชอบไหม เขาจะมีประสบการณ์ที่ดีกับเรามากขึ้นหรือเปล่า ทำแล้วสนุกไหม
ถ้าผ่านปุ๊บ ที่เหลือฝ่ายวิศวกร ฝ่ายที่ดูแลประสบการณ์ผู้ใช้ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกฏหมาย จะรับลูกต่อได้ทันที
มันจะเชื่อมโยงกันหมด เพราะเราทำงานภายใต้นโยบายเดียวกัน มองเป้าหมายเดียวกัน
เรารู้ว่าเราจะไปไหนอย่างไร ถึงเราจะต้องคุยกับหลายฝ่าย แต่เราจะไม่ปิดกั้นไอเดียเด็ดขาด
แต่เวลาขายไอเดียก็ต้องขายให้เก่ง คุณต้อง convince คนหลายๆ ชาติ มันก็ท้าทายดี

คุณปองดูแลผลิตภัณฑ์ใดอยู่? เป็นยังไงบ้าง?
ตอนนี้หลักๆ ดู Yahoo! รู้รอบครับ เราเปิดตัวมาตั้งแต่ 26 มิถุนายนปีที่แล้ว
นี่ก็เดินทางมาได้เกือบปีแล้วครับ สนุกดี
Yahoo! รู้รอบเป็น community ของคำถามและคำตอบ
คนไทยส่วนใหญ่เวลาเห็นจะบอกว่าอ๋อเป็นเว็บบอร์ดใช่ไหม ผมต้องบอกว่าไม่ใช่นะ เราแตกต่างกับเว็บบอร์ด
เพราะเว็บบอร์ดจะโพสต์อะไรก็โพสต์จะมีคำตอบหรือไม่มีคำตอบก็ได้
แต่ของเราจะโพสต์ต้องเป็นคำถามหรือคำตอบในประเด็นนั้นๆ เท่านั้น
แล้วท้ายสุดเราจะให้เจ้าของคำถามหรือเพื่อนๆ ที่อยู่ใน community ช่วยกันเลือกคำตอบที่ดีที่สุดออกมา
ฝรั่งเขาจะเรียกเว็บแนวนี้ว่า Q&A Site ในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้เท่าไหร่ครับ
ผลตอบรับดีมากๆ อยากให้ลองเข้าไปใช้กันนะครับ จะเห็นว่าคำถามคำตอบมีคุณภาพใช้ได้ทีเดียว
และหลากหลายตั้งแต่เรื่องเบาๆ ไปถึงเรื่องหนักๆ ครบทุกแบบ ว่าแล้วใส่ลิงก์หน่อย www.yahoo.co.th/roorob 

 
ปัจจัยที่ทำให้ Yahoo! รู้รอบเป็นที่รู้จักของคนไทย คืออะไร?
ขอออกตัวก่อนว่ามันยังไม่เป็นที่รู้จักที่สุดครับ
แต่ถ้าใครจะพอรู้จักบ้าง ผมว่าอันดับแรกคือ Brand ของ Yahoo! เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว
พอมาเปิดตัวในเมืองไทยก็เลยเป็นที่สนใจ บวกกับช่วงแรกเราใช้ celebrity หลายๆ คนมาแจม
ทำให้บอกกันปากต่อปากไปเรื่อยๆ บางคนใช้ Yahoo! Answers ของเมืองนอกอยู่แล้ว
พอเห็นมีภาคภาษาไทยมาก็เลยย้ายมาใช้ที่ Yahoo! รู้รอบ
บวกกับเพื่อนๆ Blogger หลายๆ คนให้ความสนใจแล้วเอาไปเขียนถึง
รวมทั้งพี่ๆ สื่อมวลชนด้วยครับ เขาเอาไปแนะนำต่อก็เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ผมว่ามันก็ยังแค่เริ่มต้นนะครับ ว่าแล้วก็ฝากทุกคนลองใช้แล้วบอกต่อด้วยนะครับ

 

โดยส่วนตัว คุณปองคิดว่า นักพัฒนาไทยมีความเด่นที่แตกต่างจากนักพัฒนาชาติอื่นอย่างไร?
ข้อนี้ผมขอผ่านครับ ผมไม่เคยเป็นนักพัฒนาเลยไม่ทราบจะตอบยังไงดี
แต่ในความคิดของผม นอกจากเรื่องภาษาที่เราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เหมือนชาติอื่นแล้ว
ความคิดความรู้ความสามารถของคนไทยไม่แพ้ใครในโลกนี้ครับ
แล้วควรจะเสริมคุณสมบัติด้านไหนที่เรายังด้อยหรือมีน้อยกว่าชาติอื่นบ้าง?
ผมว่าเป็นเรื่องภาษาครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมีกันมากกว่านี้คือน่าจะกล้าเสี่ยงกันมากกว่านี้หน่อย
เพราะผมหันไปทางไหนก็เห็นมีแต่เว็บที่มีมาแล้วในเมืองนอก
ไม่ค่อยเห็นเว็บที่มีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ของคนไทยเท่าไหร่

 

และคำถามนี้ก็คงจะเป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ อยากโกอินเตอร์บ้าง ต้องทำยังไง?
อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับ โกหรือไม่โกผมว่าไม่สำคัญหรอก
อินเทอร์เน็ตมันถึงกันทั่วโลกครับ เรียนรู้ได้เท่าๆ กัน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและกล้าคิดกล้าทำครับ
ส่วนถ้าอยากลองผมว่าไม่มีอะไรยาก ก็แค่สมัครงานเมืองนอกดู ถ้าคุณไม่ลองสมัครคุณจะรู้ได้ยังไงว่าได้หรือไม่ได้
ส่วนใหญ่จะติดที่ว่าไม่อยากเปลี่ยนแปลง แฟนอยู่เมืองไทย พ่อแม่อยู่เมืองไทย ไปเมืองนอกคงเหงาน่าดู ก็อ้างกันไปเรื่ีอยๆ
ท้ายสุดก็เลยยังไม่ได้ลองไปไหน นี่คือที่ผมเจอ
แต่จริงๆ คนไทยจะไปผมว่าไม่ยากหรอกครับขอแค่เราตั้งใจและพยายามจริงๆ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก

 

สุดท้ายนี้ อยากให้คุณปองฝากอะไรถึงมิตรรักแฟนเพลงสักหน่อย
ผมอยากฝากให้ทำเว็บใหม่ๆ ของคนไทยกันเองเยอะๆ ครับ
เพราะต่อไปถ้าเราไม่ทำเว็บของคนไทยที่ดีๆ ต่อไปวงการเว็บไทยจะพัฒนาลำบาก
อินเทอร์เน็ตมีต้นทุนไม่สูง ผมอยากให้ลองทำอะไรใหม่ๆ และอย่าไปเสียเวลาลอกเลียนแบบใครเขาอยู่
เราดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจได้ อย่าคิดแต่ว่าทำแล้วจะต้องได้เงินเท่านั้นเท่านี้ เพราะมันจะไปบล็อกไอเดียคุณหมด
เอาเป็นว่าเราชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น ตราบใดไม่ผิดกฏหมายไม่ผิดศีลธรรม ทำแล้วบ้านเมืองดีขึ้นทำไปเลยครับ
แล้วว่างๆ มาคุยกัน เอาที่คิดได้มาแลกเปลี่ยนกันเยอะๆ
คนไทยที่ผมเจอคือไม่ค่อยชอบแชร์ความรู้กัน ทั้งที่จริงๆ ยิ่งแชร์ยิ่งดี

อ้อแล้วฝาก Yahoo! รู้รอบด้วยนะครับ