ในสมัยนี้ ใครๆก็ลุกขึ้นมานั่งสร้างบล้อกกันได้ทั้งนั้น
ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องนั่งประดิษฐ์ประดอยสร้างเว็บทีละหน้า
กว่าจะได้มา

Blog นั้นสร้างง่ายขนาดไหน ดูจากจำนวนที่มีอยู่เป็นล้านๆบล็อกในโลกนี้ก็ได้
ทุกเรื่องราวในโลกคงมีเขียน อย่างน้อยก็ในบล็อกใดบล็อกหนึ่งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
เรื่องความสนใจส่วนตัวสุดๆไปจนถึงการแนะนำสินค้าและบริการ
ซึ่งเรานับได้ว่า บล็อกนั้น ไม่ใช่เป็นแค่เทรนด์อีกต่อไป

บล็อกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ UGC (User-generated content)
UGC ยังรวมไปถึงพวก Social Networking,
และการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันบน online services ด้วย
ใน US นั้น นักการตลาด 43.4% ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดของเขาอยู่แล้ว

และแผนการตลาดของ marketing agency ระดับหัวแถว
ก็มีแผนลงเงินกับ UGC (User-generated content)
มากกว่า Marketing agency ทั่วไปเฉลี่ยแล้วเกือบครึ่งต่อครึ่ง

ในเว็บ eMarketer ได้มีตัวเลขว่า
ในปี 2007 จะมี UGCC (User-generated content creator) อยู่ 77 ล้านคน
และทำนายว่า ในปี 2012 จะเพิ่มขึ้นเป็น 108 ล้านคน

ส่วน User-generated content consumer
หรือผู้บริโภคเนื้อหาแบบ user-generated นั้น
ในปี 2007 ใน US มีประมาณ 94 ล้านคน
ในขณะที่ ปี 2012 ทำนายไว้ว่าจะมีประมาณ 130 ล้านคน

นี่เป็นเฉพาะใน US เท่านั้น
ซึ่งเป็นประเทศที่สัดส่วนผู้ใช้เน็ตต่อประชากรสูงมาก
สำหรับประเทศที่กำลังมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้เน็ตนั้น
อาจจะหมายความว่า UGCC อาจจะสูงขึ้นเป็นสิบๆเท่าของอัตรา US เลยก็ได้

และนั่นหมายความว่า แนวโน้มในการบริโภคเนื้อหาออนไลน์นั้น
ผู้ผลิตเนื้อหา กับผู้บริโภค แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกัน
คนเขียนบล็อก ก็อ่านบล็อกของชาวบ้านด้วยกัน
คนเล่นฮิห้า ก็ดูฮิห้าของชาวบ้านเช่นกัน
ในเดือนตุลาคม ปี 2007 ได้มีการสัมภาษณ์ Peter Rojas
ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บ http://www.engadget.com และ Joystiq
และยังเป็นหัวหน้าบกของ Gizmodo เกี่ยวกับแนวทางสำหรับนักการตลาด
ที่จะโปรโมทสินค้าบนบล็อก ดังนี้

– อย่างแรกสุดเลย สินค้าควรจะเกี่ยวกับ topic ของบล็อก
ซึ่งก็แหงล่ะ มันควรจะเป็นอย่างนั้น
และการตลาดบนบล็อกก็ควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย
ถ้าเป็นบล็อกแม่เขียนถึงลูกอ่อน โฆษณาก็ควรจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เด็ก
ถ้าจะโฆษณาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ในบล็อกคุณแม่
ก็ควรจะหาบล็อกคุณแม่ยังสาวที่ยังเรียนไม่จบ ก็ค่อยเข้ากันหน่อย

– หลีกเลี่ยงการส่งอีเมล หรือ press release ให้กับคนที่บล็อก
หมดยุคการยัดเยียดข้อมูลเหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว
(แต่ก็เชื่อว่านักการตลาดแบบ traditional ในเมืองไทยยังจะทำกันอยู่อีกหลายปี)
ให้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับบล็อกนั้นๆเอง และทำความรู้จักกับคนเขียนด้วย

– ให้สินค้าหรือบริการกับบล็อกเกอร์เป็นพิเศษ เพื่อให้เขานำไปทดลองใช้ดู
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางใหม่ gadget ออกใหม่ ผงซักฟอกออกใหม่ ได้ทั้งนั้น
อันนี้จะขออิจฉากันบ้างล่ะ ถ้าได้จริงๆ ขอมั่งดิ้

– ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า อย่างเช่น ภาพสินค้าและบริการ
และข้อมูลอัพเดททั่วไป เพื่อให้บล็อกเกอร์เอาไปเขียนได้ละเอียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตลาดใน UGC นั่น ใน US ก็ยังถือว่ายังหัดตั้งไข่อยู่
ถึงนักการตลาดฝั่งนั้นเขาจะขยับตัวมาที่ UGC กันแล้ว
แต่มันก็ยังเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังต้องหา best practice กันต่อไป
เนื่องจากการตลาดบนบล็อกนั้น ไม่สามารถทำในแบบ mass marketing ได้นัก
ซึ่งขัดกับแบบเก่าที่ต้องหาที่แปะแบนเนอร์บนเว็บดังๆ UV เป็นหมื่นๆ เท่านั้น
จึงเป็นการบ้านของนักการตลาดเองว่า
จะเล่นอย่างไรดี เพื่อ optimise ทุนและการแพร่กระจายให้ได้มากที่สุด

ส่วนในเมืองไทย
นักการตลาดก็เริ่มเห็นศักยภาพของ Social Networking อย่างเช่น Facebook และ Hi5 กันแล้ว
แต่สำหรับการโฆษณาบนบล็อกนั้น
ก็จะไม่แปลกใจเลยถ้าบล็อกเกอร์ไทยยังต้องเขียนกันให้อ่านฟรีๆอย่างนี้ต่อไปอยู่
เพราะอะไรๆที่เมืองไทยก็มักจะขยับตัวช้ากว่าที่ US
(ยกเว้นหนังเข้าใหม่ เข้าเร็วกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจัง)
ยิ่งเป็นเรื่องการเดินตามให้ทันเทคโนโลยีแล้ว คงต้องปรับตัวอีกสักพัก
ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ราวๆอีกสองปีเป็นอย่างต่ำ
เมืองไทยถึงจะเริ่มตื่นตัวด้านการตลาดออนไลน์ในอัตราการเติบโตที่เร็วมากขึ้น

แต่ใครมาก่อน ก็จองบล็อกได้ก่อนนะ
ถือว่าได้ ad position ประเภทบล็อกที่ดีที่สุดก่อนไป
(แต่ไม่รับประกันความเสียหายอยู่ดี)

 

ระยะนี้ ควรจะมีใครทำ directory บล็อกไทยไว้นะ
(หรือมีแล้วแต่เราไม่รู้?)
เผื่อจะมีรายได้อะไรในอนาคต…ก็ไม่แน่เหมือนกัน
รวมทั้งนักการตลาด นักโฆษณา ก็ควรจะหมั่นหาบล็อกที่เป็น niche market
แล้วดูดีมีอนาคตไว้ด้วย เผื่อจะได้ใช้บริการในวันหลังไง

อ้างอิง
http://www.emarketer.com/Article.aspx?id=1006190&src=article4_newsltr
http://www.emarketer.com/Article.aspx?id=1006196&src=article2_newsltr