ต่อจาก
http://blog.macroart.net/2008/04/twitter-advertising-reality-ads.html

ใครที่อ่านต่อมาจากบล็อกด้านบนนี้
คงจะทราบแล้วว่า Twitter คืออะไร

สมมติว่ายังไม่ทราบ
Twitter คือ เว็บที่คุณสามารถจะรายงานตัวคุณ
ว่าคุณกำลังทำอะไร คิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้
ให้เพื่อนๆของคุณได้ทราบ
ขณะเดียวกันคุณก็สามารถทราบของเพื่อนๆที่รายงานข้อมูลของเขา
ภายในเว็บนี้เช่นกัน


(หน้าเว็บปรกติที่เราจะเห็นเพื่อนๆคุยกัน บางทีก็คุยอะไรไม่รู้ 555)

แต่คำว่า “ทำอะไรอยู่” มันมีความหมายกว้างมาก
กว้างจนเรามีโอกาสที่จะทำอะไรได้หลากหลาย
แม้กระทั่งการขายของ

จริงๆการพยายามหารายได้จาก Twitter ก็มีมานานแล้ว
หลังจากที่คนไม่ได้ใช้ Twitter เพียงแค่บอกว่า
ตัวเองทำอะไรอยู่ ตัวเองรู้สึกอย่างไร ตัวเองมีความสัมพันธ์กับใคร
แต่ใช้ Twitter เพื่อต้องการป่าวประกาศบางสิ่งบางอย่าง
ให้ชาวบ้านได้รับรู้ ได้เห็น ได้สนใจ ได้ทดลอง
ก็คือการโฆษณาดีๆนี่เอง

ปัจจุบัน Twitter ได้ถูกใช้ในความหมายที่หลากหลายกว่า
“What are you doing” มากมาย
ผู้คนใช้ Twitter ทั้งเพื่อความสนุกไม่แสวงกำไร และการพาณิชย์

(ไม่ต้องเป็นห่วงเลย การพาณิชย์จะตามไปทุกที่ที่มีคนอยู่)

เนื่องจาก Twitter เปิดโอกาส ให้มีการกระจายข้อมูลแบบใหม่
สำนักข่าว หรือสำนักที่ผลิต content ในโลกนี้ทั้งหลาย
จึงไม่อยู่เฉยๆ ให้ Twitter ดำเนินชีวิตต่อไปโดยปราศจากพวกเขา
อย่างไรก็ตาม การเอี่ยวกับ Twitter ก็มีแต่ได้กับได้

เราจึงสามารถติดตามข่าวจากสำนักข่าวทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็น BBC, CNN, BusinessWeek, ESPN, CNET และอื่นๆอีกมากมาย
ภายใน Twitter หน้าเดียว
(สำนักข่าวไทย ช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด ไทยทีวี ไอทีวี เนชั่น กำลังทำอะไรกันอยู่จ๊ะ? – -”)


(สำนักข่าวเทคโนโลยี ของ BBC)


(สำนักข่าว CNET)

โมเดลการโฆษณาเนื้อหานี้
ไม่ใช่จะทำได้เฉพาะธุรกิจขาย Content เท่านั้น
แม้แต่ร้านค้าจริงๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
(เซเว่น พารากอน เดอะมอลล์ สยาม สตาร์บักส์ ซีคอน บ้านใร่ ทรูคาเฟ่ และอื่นๆโปรดพิจารณา)


(ร้านขาย Electronics แห่งหนึ่งในรัฐ texas (ไม่รู้มีที่อื่นหรือเปล่า จากความทรงจำอันไกลโพ้น
นึกไม่ออกว่าเคยเห็นร้านนี้ที่ NY หรือ PA เลย) ที่ hardsales มากๆ แต่ดูจำนวนสมาชิก
ที่ติดตามข่าว Sale สิ หลายพันเลย)

ถ้าเทียบการโฆษณาในสื่อต่างๆ
ถ้าเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ การโฆษณาต้องดูตามเวลาและรายการ
ว่าตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
ข้อดีของมันคือ เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก
ยิ่งในประเทศที่อัตราการใช้อินเตอร์เนตยังไม่สูงนัก
อย่างไรก็ดี วิทยุและโทรทัศน์ก็เป็นสื่อหลักที่เสพ
ข้อเสียก็คือทำ Customization และ Update ได้ยากมาก
ค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่า production และค่าเผยแพร่ on-air
ผู้รับโฆษณาถึงเบื่อก็ไม่สามารถปิดได้ นอกจากจะเปลี่ยนช่อง

ถ้าเป็นการโฆษณาใน Website ทั่วไป
ข้อดีก็คือ เข้าถึงประชาชนได้จำนวนหนึ่ง
มีเว็บไซต์ให้เราเลือกโฆษณามากมาย
ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า วิทยุ โทรทัศน์ มาก
มีทางเลือกในรูปแบบและตำแหน่งของโฆษณามากมาย
และเราเลือกโฆษณาได้ตามงบประมาณเราด้วย
เช่น มีงบแค่ลง adword ก็ลงไป
มีงบลงหน้าสิบของสนุก ก็ลงไป
มีงบลงหน้าแรกกระปุก ก็ลงไป
ข้อเสียก็คือ ก็ยังเป็นการโปรยโฆษณาไปที่ผู้ใช้ที่เราคิดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงก็ได้

ถ้าเป็นการโฆษณาใน Social Networking ทั่วไป
การโฆษณาสามารถเลือกว่า ต้องการ demographic
หรือ เพศ วัย การศึกษา เชื้อชาติ ศาสนา ความสนใจ อย่างไร
ข้อดีคือ เข้าถึงประชาชนได้ตรงกลุ่ม แบบที่ไม่ต้องเสียเวลาศึกษามาก
เพราะพวก Social Network
ทำให้มีประสิทธิภาพในการเจาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
และด้วยเทคโนโลยี interactive ก็ทำให้โฆษณามีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก

แต่การโฆษณาใน Twitter นั้น
เป็นโฆษณาที่ผู้รับโฆษณาเต็มใจที่จะอ่านเอง
จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ผู้รับโฆษณารู้สึกอึดอัด เสียความรู้สึกกับแบรนด์
วันไหนที่ไม่อยากรับแล้ว ก็เพียงแต่ Remove Follow
ข่าวสารจากผู้โฆษณานั้นก็จะไม่ขึ้นมากวนใจอีกต่อไป

แต่มีข้อแม้ว่า ในการทำโฆษณา หรือการตลาดใน Twitter นั้น
ผู้ประกาศโฆษณา จะต้องมีผู้ติดตามมาก มีชื่อเสียงมากพอ
มิเช่นนั้นก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ถ้าจะสร้างชื่อเสียงขึ้นจาก Twitter ตั้งแต่ต้น
ซึ่งจะต่างกับการตลาดบน Hi5 ในแง่ที่ว่า
Hi5 จะค่อนข้างเป็นเรื่องเล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงจัง
จะเน้นไปทางด้านปรับภาพลักษณ์ และทำให้ Brand ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น
และค่อนข้างจะทำการตลาดในลักษณะข้อมูลข่าวสารได้ไม่สะดวก
อย่างเช่นที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณกรณ์ จาติกวณิช ได้ใช้ channel นี้ก่อนใคร
แต่คุณทั้งสอง ไม่ใช่ Bodyslam, Thaitanium, เจเจตริน, พอลล่า, พริตตี้มอเตอร์โชว์
ที่สมาชิกจะนำไปประดับฝาบ้าน Hi5 ของตัวเองเล่นๆได้อย่างเดียว
คุณอภิสิทธิ์ และคุณกรณ์ เหมาะกับการมีช่องทางที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น
ในแง่ของการให้ข่าวสารอัพเดทกิจกรรมการเมืองของตนเอง
Twitter จึงเหมาะกับนักการเมือง
ที่ต้องการให้ประชาชนรักและเข้าใจความเป็นไปในตัวเองไปพร้อมๆกัน

แต่ตอนนี้ สำหรับเมืองไทย เป็นสิ่งที่ดี
เพราะยังไม่ค่อยมีใครทำการตลาดผ่าน Twitter นัก
(นอกจากพวก Geek แบบเราๆ ซึ่งเน้นไปทางโปรโมทบล็อก เว็บ มากกว่า)
เวลามีใครทำขึ้นมา จึงเด่นและเห็นได้ชัด

ยังมีการตลาดไร้สาระแต่สนุกอีกอย่างหนึ่ง
ก็คือ ถ้าคุณเป็น Nobody ที่อยากเป็น Someone Someone, หรือ Somebody
คุณก็ทำตัวเป็นคนอื่นที่ดังอยู่แล้วไปเลย
ซึ่งในต่างประเทศ มีทั้งบล็อก เว็บ ที่ตัวปลอมสร้างขึ้นพอสมควร
แต่ด้วยจรรยาบรรณและหลีกเลี่ยงกฏหมาย พวกนี้จะทำให้รู้ว่า นี่คือตัวปลอมนะ
เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่เผยแพร่ไปน่ะ It’s a joke! เป็นส่วนใหญ่

หรือคุณจะเป็นตัวอะไรหลุดโลกไปก็ได้
แต่ระวังโดนฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์ก็แล้วกัน
ได้อาจจะไม่คุ้มเสีย
เพราะถือว่าคุณเอาชื่อเสียงคนอื่นมาหากิน
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เงินสักแดงเดียวก็ตาม
 

หรือจะเป็นการตลาดแบบยืมชื่อเสียงคนดังมาช่วยเนียน 
อย่างที่คุณบอย อภิศิลป์ ได้เขียนไปในบล็อกข้างต้น 
ก็คือ การที่ให้คนดัง หรือตัวแทนคนดัง มาเล่น Twitter


(แผนภูมิจาก http://darmano.typepad.com/logic_emotion/2007/02/could_advertisi.html)

ก็คือ คนดังทำตัวเป็นสื่อโฆษณา ซึ่งเขาสามารถที่จะรับโฆษณาสินค้าหลายตัวก็ได้
(อย่างตอนนี้ น้องแพนเค้ก เหมาะจะมา Twitter สุดๆ)
แล้วก็คิดค่า PPT (Pay Per Twitt <– มั่วเอง) กันไป

เอ้า ใครรู้ตัวว่าดัง ระวัง ad agency จะตามตัวกันล่ะ งานนี้
(แฮ่ม เขียนไปก็ชักอยากจะเป็นคนดังมั่งแล้วแฮะ)

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยตอนนี้
Twitter ยังดูไม่ค่อยเป็นที่นิยมในวงกว้างในตอนนี้มากนัก
แต่การเติบโต และความเป็นสากลของมัน ทั้งด้านภาษาและ Device 
ทำให้มันเป็นโอกาสที่ดีในการสื่อสารออกไปยังโลกกว้าง และในฐานะผู้นำ
และดูไม่น่าจะเสียหายอะไรที่จะลองดู

ก็แค่เสียเวลา Twitt วันละนิด แค่นั้นเอง
ป.ล. Twitter เขาก็เริ่มทดลองโฆษณาของเขาเองบ้างแล้วนะ 
ถ้าใครใช้มือถือในการ Twitt ก็คงจะเริ่มเห็นกันบ้าง


(รูปจาก http://www.techcrunch.com/2007/10/08/twitter-testing-text-footer-ads/)
อิงจาก
http://www.twitter.com/
http://darmano.typepad.com/logic_emotion/2007/02/could_advertisi.html