เมื่อก่อน ที่เรายังค้นหาเว็บไซต์กันด้วย Web Directory เป็นส่วนใหญ่ เว็บไซต์ที่จะดังได้ มักจะต้องมีเนื้อหาที่มากมายให้อ่าน ต้องมีการโปรโมทเว็บไซต์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกลิงค์ หรือทำโฆษณา หรือรวบทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้มากที่สุด ทำตัวเป็น Portal เพื่อให้มีผู้ใช้เข้าชมเว็บไซต์ได้มากที่สุด และเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เว็บไซต์ก็มีจำนวนเพียงหลักหมื่นเท่านั้น การเข้าสู่เว็บไซต์ก็เป็นลักษณะที่เข้าจากหน้าแรก แล้วค่อยเดินทางไปยังห้องต่างๆ หรือหน้าที่สนใจต่อไป ผู้ใช้ยังต้องการตามหาเว็บไซต์ ที่จะตอบคำถามที่เขามีให้ได้มากที่สุด

เมื่ออินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้น เทคโนโลยีเปลี่ยนไป การมีเนื้อที่ออนไลน์เป็นของตัวเอง สามารถทำได้ง่ายเพียงไม่กี่คลิก จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ Information Overload และปัญหาในการค้นหาข้อมูล เมื่อ Web Search Engine เกิดขึ้น จึงเหมือนเป็นเครื่องมือที่ช่วยแนะนำผู้ใช้ว่า จะหาคำตอบที่ต้องการได้จากที่ไหน และการเข้าสู่เว็บไซต์ ที่เคยเป็นเหมือนการเข้าประตูหน้าบ้าน ตอนนี้กลายเป็นว่า Search Engine ทำให้ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ได้ทั้งทางประตูบ้าน หน้าต่างครัว หน้าต่างชั้นสอง ปล่องไฟ ท่อระบายน้ำ และตามรอยแตกของบ้านนั้นๆ ผู้ใช้ต้องการคำตอบดีจากหน้าใดๆของเว็บไซต์ใดๆก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมในการค้นหาของผู้ใช้นั้นเปลี่ยนไป

โดยเฉพาะการเกิดของ Google ก็ยิ่งทำให้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้นั้นเปลี่ยนไป ผู้ใช้ไม่ได้ค้นหาข้อมูลด้วยการจำว่า อ้อ เว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาอย่างนั้นๆ เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาอย่างนี้ๆ ในปี 2004 Jacob Nielson ได้พบว่า 88% จากกลุ่มผู้ถูกสอบถาม ได้ใช้ Web Engine เป็นตัวเริ่มในการค้นหา และทำสิ่งต่างๆ

และการที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ Web Search Engine ก็เป็นสาเหตุว่า ทำไมธุรกิจต่างๆจึงได้สนใจ Web Search Engine กันนัก
ปัจจุบัน Web Search Engine ที่ผู้ใช้นิยมใช้มากที่สุด ก็ไม่พ้น Google, Yahoo, และ MSN ธุรกิจทั้งหลาย ต้องการมีชื่ออยู่ในหน้าแรก (และอันดับแรก) ของ Search Result ของสามไซต์นี้ โดยเฉพาะ หน้าแรกของ Google ซึ่งในแต่ละวันมีการใช้ Google ค้นหาเฉลี่ยแล้วประมาณ 500 ล้านครั้ง

การทำงานของ Search Engine ที่รู้ๆกันอย่างคร่าวๆก็คือ การที่ Search Engine จะส่ง Spider หรือ Robot ไปสำรวจเว็บต่างๆเพื่อวิเคราะห์และทำดรรชนี จากนั้นก็นำกฏการคำนวณ (Search Algorithm) ต่างๆตามแต่ Search Engine แต่ละที่จะใช้ มาตัดสินว่า เว็บของคุณมีประโยชน์ในด้านไหน แค่ไหน และควรจะจัดอันดับเว็บของคุณไว้อย่างไรดี ซึ่งจะใช้เวลาต่อเว็บไซต์ประมาณ 30 ถึง 90 วันในการจัดอันดับเว็บไซต์หนึ่งๆ

อย่างไรก็ตาม Web Search Engine แต่ละที่ก็มี Guideline และข้อพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์แตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการให้ธุรกิจของตนเองอยู่เป็นอันดับแรกๆของ Search Engine เหล่านี้ ตรงนี้คือการทำ Search Engine Optimization ซึ่งต้องทำตาม Guideline ที่ให้เอาไว้
 

แต่ละ Web Search Engine ก็มี Guideline ในการทำเว็บให้มีคุณภาพควรค่าแก่อันดับที่ได้ ดังตัวอย่างคร่าวๆดังนี้

Guideline ของ Google
ที่มา http://www.google.com/support/webmasters/bin/answer.py?answer=35769

หลักพื้นฐานทั่วไป (Basic Principles)
– ให้สร้างเว็บเพื่อผู้ใช้ ไม่ใช่เพื่อ Search Engine อย่าใช้วิธี Cloaking หรือการเซ็ตหน้าเว็บให้มีเวอร์ชั่นเพื่อ Search Engine Spider และเพื่อผู้ใช้ แยกออกจากกัน (ซึ่งหน้าเว็บที่ให้ spider อ่านจะเต็มไปด้วย keyword หรือวลีที่ตั้งใจจะทำให้ขึ้นอันดับสูงๆ ซึ่งเมื่อมีการ request หน้าเว็บจาก spider โปรแกรม cloaking จะรู้ว่ามาจาก Search Engine Spider ก็จะส่งหน้าเว็บที่ cloak เตรียมเอาไว้แทนที่จะส่งหน้าเว็บสำหรับผู้ใช้จริงๆไปให้)
– หลีกเลี่ยงกลโกงเพื่อการไต่อันดับ ใช้วิธีขาวสะอาดที่คุณจะสามารถพูดกับคนอื่นได้อย่างสบายใจว่า ทำไมอันดับเว็บของคุณถึงได้สูงกว่าของคู่แข่ง
– ไม่ใช้วิธีรวมลิงค์เพื่อไต่อันดับ หลีกเลี่ยงลิงค์ที่จะไปยังเว็บพวกนี้ เพราะจะส่งผลต่ออันดับของเว็บคุณเอง
– ไม่ใช้โปรแกรมในการ Submit หน้าเว็บหรือเช็คอันดับ เนื่องจากโปรแกรมที่ส่ง query หา Google เหล่านี้ผิดกฏการใช้งานของ Google

หลักเฉพาะเจาะจง (Specific Guidelines)
– อย่าทำ Cloaking
– หลีกเลี่ยง text ซ่อน หรือ link ซ่อน
– อย่าใช้ redirect หลอก
– อย่าใช้โปรแกรมส่ง query ไปหา Google
– อย่าใส่คำที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปในหน้าเว็บ
– อย่าสร้างหน้าเว็บหลายๆหน้า หรือซับโดเมน หรือโดเมนที่มีเนื้อหาเหมือนๆกัน
– อย่าสร้างหน้าเว็บที่มีไวรัส, โทรจัน, หรือโปรแกรมมนต์ดำต่างๆ
– หลีกเลี่ยงหน้า Doorway ที่สร้างเพื่อ Search Engine โดยเฉพาะ หรือนำเว็บไป Affiliate กับเว็บอื่น แต่ไม่มีเนื้อหาหรือมีแต่เนื้อหาที่ไปเอาของชาวบ้านมา
– ถ้าเว็บไซต์มีการทำ affiliate กับที่อื่นต้องทำให้ตัวเว็บเองน่าเข้าด้วย

Guideline ของ Yahoo!
ที่มา http://help.yahoo.com/help/us/ysearch/deletions/deletions-05.html

หลักพื้นฐานทั่วไป (Basic Principles)
– เนื้อหาควรจะทำขึ้นมาเอง และไม่เหมือนใคร เพื่อความเป็นเอกลักษณ์
– ออกแบบหน้าเว็บเพื่อมนุษย์ และพิจารณา Search Engine เป็นอันดับรองลงมา

สิ่งที่ Yahoo! ไม่ต้องการ
– หน้าเว็บที่ส่งผลให้ความแม่นยำในการค้นหาลดลง
– หน้าเว็บที่มีแต่การ redirect ไปยังหน้าอื่น
– หน้าเว็บที่มีเนื้อหาเหมือนหน้าอื่นๆ
– ไซต์ที่มี Virtual Hostname มากเกินความจำเป็น
– หน้าเว็บที่มีน้ำท่วมทุ่ง แต่ผักบุ้งโหลงเหลง ปริมาณมาก แต่คุณค่าน้อย
– หน้าเว็บที่ใช้กลเม็ดในการไต่อันดับผลการค้นหาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
– การใช้ตัวหนังสือที่ซ่อนจากสายตาของผู้ใช้
– หน้าเว็บที่ให้ Search Engine อ่านซึ่งแตกต่างกับหน้าเว็บที่ให้ผู้ใช้อ่าน
– ไซต์ที่มีการลิงค์ข้ามไปข้ามมาเพื่อเพิ่ม popularity
– หน้าเว็บที่ทำเพื่อ Search Engine เป็นหลัก
– การใช้ชื่อคู่แข่งอย่างผิดวิธี
– ใช้เว็บไซต์หลายๆเว็บในการแสดงเนื้อหาเดียวกัน
– หน้าเว็บที่มีการใช้ Popup มาก ซึ่งทำให้ขัดขวางการใช้เว็บของผู้ใช้
– หน้าเว็บที่ดูเหมือนเว็บหลอก หรือหน้าเว็บที่ทำให้ผู้ใช้อารมณ์เสียกับการใช้งาน

Guideline ของ MSN
ที่มา http://search.msn.com/docs/siteowner.aspx?t=SEARCH_WEBMASTER_REF_GuidelinesforOptimizingSite.htm#C

หลักพื้นฐานทั่วไป (Basic Principles)
– ใช้ HTML code ที่เขียนอย่างดีในหน้าเว็บ ตรวจ tag ที่ใช้ว่ามีทั้ง tag เปิดและ tag ปิด ลิงค์ทุกอันใช้ได้ ถ้าเว็บมีลิงค์ที่ใช้การไม่ได้ (broken link) Bot ของ MSN จะทำดรรชนีเว็บของคุณได้ไม่ดีนัก และผู้ใช้อาจจะไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บของคุณได้ทุกหน้า
– สำหรับตัวหนังสือที่เห็นในหน้าเว็บ เพิ่มคำที่เกี่ยวข้องที่คิดว่าผู้ใช้จะใช้คำพวกนี้เป็น search keyword ในการหาเว็บหน้านี้เจอ
– อย่าใส่ keyword ที่ไม่เกี่ยวข้องลงในหน้าเว็บนั้นๆ รวมไปถึง alt tag ที่ไม่มีประโยชน์ด้วย
– อย่าใช้ตัวหนังสือซ่อนหรือ link ซ่อน ควรใช้ตัวหนังสือหรือลิงค์ที่ผู้ใช้เห็นได้เท่านั้น
– อย่าใช้เทคนิคที่ทำให้เพิ่มลิงค์ในหน้าเว็บของคุณ เช่นการทำ link farm

ในการทำ SEO เขามีศัพท์เรียกเทคนิคในการทำ SEO อยู่ 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
1. White Hat SEO (หรือ ethical SEO = SEO อย่างมีคุณค่า จริยธรรม)
2. Black Hat SEO (หรือ unethical SEO = SEO อย่างมนต์ดำ)

การที่จะดูว่า ใครทำ SEO แบบไหน ง่ายๆเลย White Hat SEO ก็คือ การทำ SEO แบบเล่นตามกติกาตามที่เขียนไว้ข้างบนนี้ ในขณะที่ Black Hat SEO ก็คือ การทำ SEO แบบไม่สนว่าจะถูกกติกาข้างบนหรือไม่ ขอให้ขึ้นอันดับสูงๆก็เป็นพอ

แน่นอน การที่จะเป็น Search Engine ที่มีคุณภาพ จึงไม่ต้องการเว็บที่ทำ SEO แบบใต้เข็มขัด เพราะจะทำให้ผลการค้นหามีประโยชน์น้อยลงสำหรับผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้คุณค่าโดยรวมของ Search Engine นั้นลดลง คนที่ทำ White Hat SEO จะเห็น Search Engine เป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจ ในขณะที่ Black Hat SEO มักจะเป็น Search Engine เป็นคล้ายกับศัตรูที่จะต้องเอาชนะให้ได้ ซึ่งในระยะยาวแล้วนั้น เว็บที่ขึ้นอันดับด้วยวิธี Black Hat มักจะอยู่ติดอันดับไม่ยืนยาว ซึ่งมักเป็นเพราะคุณภาพของเว็บนั้นเอง
อย่างที่บอกไปข้างบนนี้แล้วว่า การดูว่าใครทำ Black Hat SEO ก็ดูคร่าวๆได้เลยว่า ทำถูกกติกาที่ Search Engine เขาให้ไว้หรือเปล่า เน้นประโยชน์แก่มนุษย์หรือไม่ แต่ถ้าจะให้รายนามตัวอย่างเทคนิคมนต์ดำ ว่าเขามักทำอย่างไรกันบ้าง ก็อย่างเช่นข้างล่างนี้

Doorway Pages
หรือ Entry Page, Jump Page, Gateway Page ซึ่งในหน้านี้จะเต็มไปด้วย Keyword ที่ใส่ไว้ในหน้าเว็บ (แทนที่จะเป็น Meta tag) สำหรับ Search Engine จะได้ชูเว็บให้อยู่ในอันดับสูงๆ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ นอกจากคำว่า เข้าสู่เว็บไซต์ ซึ่ง Search Engine ไม่อยากได้หน้าเว็บอย่างนี้ เพราะตัวหน้าเว็บเองไม่ได้ให้ประโยชน์ แต่ Spider ก็ซื่อเกินกว่าที่จะรู้ว่าเป็นหน้าเว็บหลอกได้

Spamming (Keyword Stuffing)
คล้ายกับ Doorway Page แต่จะเป็นการ Spam ในหน้าใดๆ คือเป็นหน้าที่จงใจบรรจุ keyword ลงไปในเนื้อหา หรือใน code ของหน้าซึ่งทำให้คุณภาพเนื้อหาลดลงจนไปถึงอ่านไม่รู้เรื่อง บางทีก็มาเนียนๆเป็นประโยคเป็นเรื่องเป็นราว แต่อ่านแล้วแปลกๆ เช่น

“We sell the best father’s day gifts for father’s day. If you like to celebrate father’s day we can help with the best feather’s day gifts for father’s day”

ซึ่งเห็นได้ชัดๆว่า หน้าเว็บนี้จงใจจะขึ้นอันดับด้วยคำว่า “father’s day” แต่การทำ Keyword Stuffing จะทำเนียนกว่านี้ก็ได้ด้วยการซ่อนไว้ใน meta tags, invisible text, alt tags, title tags, comment tags. แต่ถ้า keyword นั้นโผล่มากเกินไป Search Engine ก็จะจับได้ว่านี่ผิดปรกติแล้ว และก็จะดำเนินการต่อไปตามกฏที่ระบบเห็นสมควร

วิธีนี้ เกี่ยวข้องกับ SEO Copywriting ในแง่ที่ว่า ถ้าเป็น SEO Copywriting ที่ไม่ดี มันก็จะไม่ต่างอะไรกับการ Spam  Keyword คือการใส่ Keyword ให้เต็มหน้าเข้าไว้ โดยไม่ต้องสนว่ามนุษย์จะอ่านรู้เรื่องหรือไม่ ต่อมา เมื่อ Search Engine ฉลาดมากขึ้น มีการเปรียบเทียบ Link ที่ออกและเข้าเว็บไซต์ Black Hat SEO ก็จะทำ Link Farm ขึ้น ซึ่งไม่ใช่การทำ SEO Copywriting ที่ดี ที่ต้องมีความสมดุลระหว่าง การใช้ Keyword ที่สำคัญในจำนวนที่เหมาะสม และทำให้ผู้อ่านประทับใจกับเนื้อหาด้วย
Redirect Pages
การสร้างหน้าที่เต็มไปด้วย Keyword ซึ่งจะแตกต่างกับ Doorway และ Spamming ในแง่ที่เมื่อมาที่หน้าเว็บนี้ ก็จะทำการ redirect ไปที่หน้าจริงอย่างรวดเร็ว ทำไว้เพื่อให้ไต่อันดับอยู่ในหน้าแสดงผลการค้นหา (Search Engine Results Pages หรือ SERPS) เมื่อผู้ใช้คลิกผลการค้นหามาที่หน้านี้ ผู้ใช้จะถูก redirect ไปอีกหน้า ซึ่งมักจะเป็นหน้าที่ต้องการขาย ในอีกแง่หนึ่งก็คือ วิธีการแบบนี้ ก็หลอกผู้ใช้ในอีกแง่มุมหนึ่ง

Link Farms
ทำลิงค์ให้ชี้มาที่เว็บให้มากๆ มักจะเป็นการทำขึ้นเพื่อให้ได้อันดับการค้นหาดีๆเท่านั้น ทั้งนี้เจตนาสามารถจะชี้ให้ชัดลงไปอีก เมื่อตรวจดูว่า เว็บทั้งหลายที่มีลิงค์ชี้มาที่เว็บนี้นั้น มีเนื้อหาเหมือนๆกับเว็บนี้หรือไม่

Identical Content
การสร้างหน้าเว็บหลายๆหน้าให้มีเนื้อหาเดียวกันในเว็บไซต์ นอกจากไม่มีประโยชน์กับผู้ใช้แล้ว ก็ยังไม่ได้ผลกับ Search Engine ด้วย และการก๊อปปี้เนื้อหาจากเว็บอื่นก็เช่นกัน ซึ่งเป็นอะไรที่ Google เกลียดจนถึงกับแบนเว็บไซต์เหล่านี้กันเลยทีเดียว

Cloaking
ได้อธิบายไปข้างต้นแล้ว คือวิธีที่แสดงหน้าเว็บให้ Search Engine Spider กับผู้ใช้ ไม่เหมือนกัน ซึ่งการทำเช่นนี้ มักต้องการจะหลอก Search Engine ว่าหน้าเว็บมีคุณค่าที่คู่ควร ในขณะที่เมื่อ Search Engine แสดงผลการค้นหาแล้ว ก็มักจะพบได้ว่า เนื้อหาไม่ได้มีอย่างที่ขึ้นบนหน้าผลการค้นหา Google ก็เลยมักจะแบนเว็บไซต์พวกนี้เช่นกัน

Hidden Text
เป็นการเพิ่ม Keyword ในเว็บไซต์ โดยการทำให้สีของตัวหนังสือกับสีพื้นหลังเหมือนกัน ซึ่งผู้ใช้จะมองไม่เห็นคำเหล่านี้ในขณะที่ Search Engine จะมองเห็น

Automated Software
การใช้โปรแกรมส่ง query ไปหา Search Engine เพื่อหลอกว่าเป็นเว็บที่น่าจะมีอันดับที่ดีขึ้นนะ
คร่าวๆก็จะมีดังนี้ ที่บอกเอาไว้ก็เพราะว่า จะได้ชี้ชัดลงไปได้ว่า อย่างนี้เรียกว่า Black Hat SEO แต่ก็รับรองว่า ถ้าทำวิธีใดวิธีหนึ่งแล้ว Search Engine จับได้ อย่างน้อยก็โดนลดอันดับให้ตกกระป๋อง อย่างมากก็โดนแบน

จริงๆแล้ว ในปัจจุบัน มีการทำ SEO อีกประเภท ที่อยู่ระหว่าง White Hat กับ Black Hat SEO เรียกง่ายๆเลยก็คือ Gray Hat SEO นั่นเอง (ซึ่งในนิยามนี้ อาจจะทำให้ Black Hat SEO สมัยใหม่สบายใจที่จะระบุตัวเองเป็นแบบนี้แทนก็ได้)

Gray Hat SEO นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ Search Engine ในปัจจุบันฉลาดขึ้น ทำให้การทำ Black Hat แบบทื่อๆ มักไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนัก และไม่ได้ผลในระยะยาว (นอกจากจะเป็นพวก Campaign สั้นๆที่ต้องการเรียกร้องความสนใจชั่วคราวแบบผิดๆ) ราวกับนางอิจฉาสมัยนี้ ถ้าจะให้ดัง ต้องมีจุดทำให้คนเกลียดไม่ค่อยลง หรือไม่ก็ไม่ตะบี้ตะบันอิจฉาอยู่อย่างเดียว ในสมัยข้าวยากหมากแพงอย่างนี้ ถึงแม่ค้าจะไม่ปลื้มก็จะไม่ยอมแจกอะไรให้แม้แต่เปลือกทุเรียน ส่วนข้างนางเอก White Hat SEO ที่คนรู้ไต๋กติกาไปหมดแล้ว ก็เริ่มมาาถึงจุดตันของผลการค้นหาแบบเล่นตามกติกา เป็นการยากที่จะแทรกซึมตัวเองขึ้นไปไต่อันดับได้

นางเอกที่วันๆเอาแต่ดื่มน้ำส้ม จึงต้องหันมาเตะก้านคอนางอิจฉาบ้าง แต่งตัวยั่วยวนพระเอก Search Engine บ้าง ซึ่งทั้งนางเอกที่หาวิธีซิกแซก SEO ให้พระเอกสนใจมากขึ้น กับ นางอิจฉาที่พยายามทำตัวให้พระเอกเอ็นดูบ้าง ก็มาถึงตรงกลางที่เรียกว่า นางเอกก๋ากั่น Gray Hat SEO นั่นเอง

การทำ Gray Hat SEO มักจะหมายถึงการใช้เทคนิค Black Hat บางอย่าง มายกอันดับผลการค้นหา โดยที่ Search Engine ว่าอะไรไม่ได้เต็มปาก ชาวประชาก็ว่าอะไรไม่ได้เต็มปากเช่นกันเพราะของมันกึ่งๆ จะว่ามันไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ใช่ จะว่าขี้โกงก็ไม่เชิง จะว่าเจ๋งก็ไม่อยากบอก ไม่รู้จะอะไรดีก็เลยต้องปล่อยไปอย่างงงๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่ทำ Gray Hat เพลินจนหลวมตัวไปเป็น Black Hat ขึ้นมา ก็ระวังโทษที่ Search Engine ระวางเอาไว้กันเองก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม การทำเว็บให้มีคุณภาพต่อผู้ใช้จริงๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรยึดมั่นและเป็นจริยธรรมที่ฝังใจนักวิชาชีพเว็บทั้งหลายอยู่ดี Cyberspace คือสังคม เราสามารถที่จะเลือกสร้างขยะปล่อยทิ้งในสังคม หรือคอยเก็บกวาด และทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางได้ เราต้องการให้สังคมมี cyberspace ที่มีความรู้ อุดมปัญญา และจริยธรรม เพื่อในวันนี้ และในอนาคตของคนรุ่นต่อๆไป เราก็ควรช่วยกันสร้างสรรค์สังคมcyberspaceนี้ให้น่าอยู่ ให้พ่อแม่ไม่ต้องกลุ้มใจ(มาก) ให้ลูกหลานได้มีทางเลือกของเนื้อหาดีๆมากยิ่งขึ้น และเป็นไปอย่างเสรี

จะดีกว่าการคิดสั้นโกยผลประโยชน์จาก Cyberspace นี้ โดยไม่สนวิธี กติกาที่ควรจะเป็น อย่างแน่นอน
อ้างอิง
http://www.useit.com/alertbox/20040816.html
http://www.seo-copywriting.biz/search-engine-optimization/white-hat-seo-vs-black-hat-seo.php
http://www.webcopyplus.com/content/view/121/68/
http://www.bigoakinc.com/seo-articles/black-hat-seo-search-engine-optimization.php
http://www.eflaunt.com/seo-glossary/black-hat.htm
http://www.quickstartseo.com/seo-copywriting-30/