ด้วยเกียรติของ Product Manager

S__9289795

(ภาพประกอบใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ)

ประสบการณ์ที่เคยผ่านงานประจำมา มีหลาย ๆ ครั้งที่เราก็ยังนึกถึงและนำมาใช้เตือนตนอยู่จนทุกวันนี้

มีอันหนึ่งที่จำได้เป็นพิเศษ เมื่อตอนไปขอทำงานเป็น Product Manager ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เพื่อจะเข้าใจการทำงานว่าคนเป็น “ผู้จัดการ” นั้นต้องทำอะไร มีทักษะอย่างไร และได้เปิดประสบการณ์ด้านการทำงานร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรมและลูกค้าต่างชาติด้วย

เจ้านายที่นี่เป็นเจ้านายที่สอนลูกน้องอยู่เสมอ ตัวเราอาจจะไม่มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับบอสใหญ่ ๆ ในบริษัทท็อปเทนของประเทศ แต่เราก็เชื่อว่า เจ้านายคนนี้ก็สอนลูกน้องได้เข้าท่าไม่แพ้ใคร และเราก็ว่าเราโชคดีที่เคยได้ทำงานกับแก

แกสอนว่า “Product Manager ไม่ใช่เครื่องถ่ายเอกสาร”
.
.

ในเวลาที่เราเป็นผู้จัดการ แปลว่า เรามักจะอยู่ระหว่างคนอย่างน้อยสองคน นั่นก็คือ เราเป็นคนกลาง

ชีวิตนี้เราพบเจอผู้จัดการที่ทำตัวเป็นเครื่องถ่ายเอกสารอยู่มากมาย ด้วยความที่เป็นคนกลางที่อำนาจการทำอะไรจริง ๆ แล้วไม่ได้มีอยู่กับมือมากนัก ทำให้ผู้จัดการกลายร่างเป็นเครื่องถ่ายเอกสารได้ง่าย ๆ ลูกค้าว่าไงมา ก็ copy & paste ให้ supplier ไปตามนั้น Supplier ว่าไงมา ก็ copy & paste ให้ลูกค้าไปตามนั้น

ทั้ง ๆ ที่หน้าที่ PM เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่จะทำให้โปรเจคมันเดินไปได้อย่างเรียบร้อยที่สุด โดยมีหัวข้อหลัก ๆ เท่าที่นึกออกตอนนี้ประมาณนี้

– ทำตัวเป็น Buffer ฉนวนกาซ่า ลดความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายสามฝ่ายอะไรก็ว่าไป

– ทำตัวเป็นน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร จัดการกับข้อมูล เอา Data มาแปลงเป็น Info เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น

– ทำตัวเป็นห้องสมุด ใครไหนอยากจะอ้างอิงอะไร เราต้องมี และเราต้องคิดได้ด้วยว่า อะไรควรมี ก็ไปทำให้มี

– ทำตัวเป็นปฏิทิน รักษาเวลาของทุกฝ่าย แต่ไม่ใช่สักแต่ว่า “บี้คนข้างล่าง” แต่ต้องสามารถ “ตัดคนข้างบน” ได้ด้วย

– ทำตัวเป็นเป็ด เข้าใจบริบทของทุกฝ่าย มีความรู้มากพอในงาน ไม่งั้นจะจัดการไม่ถูกจุด กลายเป็นคนที่ทำให้งานยิ่งช้า แล้วทุกคนจะเหม็นเปรี้ยว

– ทำตัวเป็นคลับฟรายเดย์ เป็นที่ปรึกษาของทุกฝ่ายได้ เป็นเพื่อนคุยยามเพื่อนว้าเหว่

– ทำตัวเป็นนักการเมืองที่พยายามให้ทุกคนชอบ การที่ PM โดนฝ่ายไหนเหม็นเปรี้ยวคือความซวยในการทำงาน +1 level

– ทำตัวเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว แม้ว่าเธอไม่เคยเป็นอะไรกับฉันเลย

เท่าที่ทำมา เราว่า PM อาจจะฟังดูเป็นตำแหน่งที่เก๋ ดูมีอำนาจ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ตำแหน่งงานที่ง่าย เงินเอยก็ไม่ใช่ของเรา อำนาจเอยกำลังการผลิตเองเอยแม่งก็ไม่มี แต่ต้องจัดการให้ได้อะ เอ้อ เก่งปะล่ะ

PM หลายท่านก็เลยมีจุดจบเป็นเครื่องถ่ายเอกสารไปวัน ๆ ให้บ่าววีมอบมงเป็นขอนไม้ประจำโปรเจค แล้วมองดู Supplier กับลูกค้าฟาดฟันกันฝุ่นตลบกันไป

แม้ในความเป็นจริง หลาย ๆ คนในสังคมยินดีเป็นสารแขวนลอย เพียงเพราะต้องการเงินเดือน เราก็ยังรู้สึกว่า คนเราควรรู้สึกถึงคุณค่าของการทำงาน เพราะการทำงานมันกินเวลาชีวิตเราไปไม่ต่ำกว่าครึ่งค่อนชีวิต

มันไม่ได้แปลว่าต้องลาออกไปหาฝันว่าตัวเองอยากทำอะไรในชีวิตนี้ แต่มันแปลว่าเวลาครึ่งค่อนชีวิตที่ใช้ไปกับการทำงานหาเงินน่ะ มันยังเป็นชีวิตที่ meaningful ได้ มี ethics ในการทำงานได้ คุณไม่ต้องใช้เวลา 8-12 ชั่วโมงต่อวันในการทำงานส่ง ๆ ไปวัน ๆ โดยตัวคุณเองและคนรอบข้างไม่ได้ประโยชน์เห็บเหาอะไรเลย

ไม่ว่าโลกข้างนอกจะปาอะไรห่วย ๆ ใส่หน้าคุณ แต่งานของคุณเป็นการกระทำของคุณ คุณทำมันได้ด้วยกุศลจิต ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา โดยที่ไม่มีใครบังคับคุณให้ไม่มีได้

มีตาหาเจอส่วนลดไม่ Task blindness

นาน ๆ ทีจะมีวันหยุด ซึ่งก็ไม่นึกว่าจะมีเรื่องราวให้มาเขียนบล็อก iamia จนได้ ต้องยกประโยชน์ให้กับความเสียดายส่วนลดที่เราคว้าไว้ไม่ได้ ที่ทำให้เกิดบล็อกนี้ขึ้นมา

การที่มีวันหยุดประมาณ 1 วัน 1  คืนแต่ที่ที่อยากไปมีอยู่ห้าล้านที่ และเริ่มมีความรู้สึกว่า สิ่งที่อยู่ใน agoda และ pantip หลัง ๆ เริ่มไม่ตอบโจทย์ (ซึ่งสองเว็บนี้ก็ไม่ได้มีความผิดอะไรแต่ประการใด เป็นที่รสนิยมเราเอง) ทำให้ต้องใช้เวลาค้นหาและตัดสินใจอยู่นานเลยเหมือนกัน

ในที่สุดก็ได้ลงเอยว่า จะพักที่นี่ล่ะวะ Sala Ayutthaya อยากไปมานานแล้ว ด้วยความที่เป็นผลงานการออกแบบของเพื่อน (บริษัท Onion ฮะ ไปเสิร์ชกันได้ เก่งจริงจัง) และมันก็ดูถูกจริตเราดีด้วย ที่สำคัญ ไม่ไกลจากกรุงเทพอย่างแท้จริง (ใครบอกหัวหินสัตหีบระยองไม่ไกลนี่แบบว่าเถียงหัวชนฝา) นาน ๆ ทีได้พัก ขอสักหน่อยเถิด

ปรกติแล้ว เวลาเราจะจองโรงแรม เรามักจะนิยมจองกับเว็บโรงแรมโดยตรง ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ โรงแรมจะได้รายได้ไปเน้น ๆ และจริง ๆ ราคาก็ไม่ต่างกับ Agoda จนน่าลังเล หรือบางที่ที่เราชอบก็ไม่มีใน Agoda

scrsht-sala-01

เราชอบดูเว็บโรงแรมนะ เว็บโรงแรมเป็นอะไรที่แสดงแบรนดิ้งตัวเองได้เป็นอย่างมาก แสดง emotion ได้เต็มที่ เพราะการเลือกพักโรงแรมเพื่อการพักผ่อน user ก็เลือกด้วยอารมณ์อยู่แล้ว ต่อให้มีงบจำกัดก็ยังเลือกด้วยอารมณ์ในตัวเลือกเท่าที่เป็นไปได้อยู่ดี

โรงแรมในเครือ Sala มีหลายแห่ง เว็บก็คุมตีมได้ดี ทุกแห่งมี UI ครอบเหมือน ๆ กัน กรณีนี้ เราเลือกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะพักที่ Sala Ayutthaya พอเข้ามา ดูห้องแป๊บนึง เราก็กด Book Now แล้ว layer ให้เลือกวันและจำนวนคนก็โผล่ออกมา แล้วก็ให้กดปุ่ม Book Now อีกที

ก็งงกันไป ปุ่มแรก จองเดี๋ยวนี้ โอเค จองเดี๋ยวนี้
อะ ต้องเลือกวันก่อน จำนวนคนก่อน แล้วก็…จองเดี๋ยวนี้! โอเค จองเดี๋ยวนี้ !

ก็ยังไม่ได้รับจองเดี๋ยวนี้! อยู่ดี เราถูกเว็บส่งไปที่ third party ที่ทำระบบจองโรงแรมโดยเฉพาะ อันมีนามว่า Thebookingbutton.com.au

scrsht-sala-02

ความเดิมตอนที่แล้ว คือเราเลือกวัน และจำนวนคนแล้ว มันก็พามาที่หน้านี้เพื่อเลือกห้องพักตามปกติ และแน่นอน เราก็ไล่ดูราคาด้วยว่า วันที่เราเลือก เทียบกับวันใกล้ ๆ กัน มีความแตกต่างมากน้อยอย่างไร เมื่อตัดสินใจแล้ว เราก็เลือกกด Book ตรงห้องพักที่เลือก

จากนั้นเราก็ได้เริ่มจองห้องพักจริง ๆ จัง ๆ ซะทีแล้วสินะ (อะไรคือ Book Now นี่ปาเข้าไปขั้นตอนที่สามแล้วจาก Book Now ปุ่มแรก คือเข้าใจนะว่าเว็บมันจะกระตุ้นให้คนกดจอง แต่ก็ตลกดีว่า Now อะไรยืดเยื้อเบอร์นี้)

หน้านี้จะเป็นหน้าที่กรอกรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ step 1 เป็นต้นไป โอเค วันนี้เรทนี้แหละ ไม่ผิด

พอเริ่มลงตัวแล้วว่า โอเค ห้องพักมี เรทที่ตั้งไว้รับได้ user ก็จะเริ่มคิดถึงการจ่ายเงิน

พอคิดถึงเรื่องการจ่ายเงิน ก็ เอ… แล้วมีช่วงนี้มีส่วนลดอะไรไหมนะ พลันสายตาก็ขึ้นไปมองที่แบนเนอร์ด้านบน อ๋อ เขาพูดถึงการจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม นี่ไงเราก็จองตรงกับโรงแรมละ ละไงนิ

อ้อ… ต้องใส่รหัส bookdirect เพื่อส่วนลด 10% ด้วยเหรอ

ถึงจะงง ๆ ว่าก็นี่ไง จองตรงกับโรงแรมแล้วยังต้องให้ใส่รหัสอีกด้วยเหรอ ทำไมไม่ลด ๆ ไปเลยให้มันหมดเรื่องหมดราว

จริง ๆ คือเข้าใจว่า ด้วยความที่ทางโรงแรมใช้ระบบจองโรงแรมกับเว็บนอก ก็เลยอาจจะใส่โค้ดอัตโนมัติไม่ได้ หรือเปล่านะ

ยังไงก็ไม่รู้ ก็หยวน ๆ โอเค ๆ ใส่รหัสก็ได้

แต่…

scrsht-sala-03

ช่องใส่รหัสมันอยู่ตรงไหนฟะ ไถหน้าเว็บขึ้นลงห้าหกรอบ ก็ไม่เจอช่องใส่รหัส

เอาไงดี 10% มันก็หลายร้อยบาทนะเฟ้ยยยย

หลังจากไถเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็เลยคิดในแง่ดี๊ดีว่า อืม นี่ระบบข้างนอก อาจจะมี user access มาจากเว็บอื่นมาลงเว็บนี้ ก็เลยต้องใส่รหัสต่างหาก แต่นี่เรามาจากเว็บโรงแรม มันก็ส่งค่าวันจำนวนคนได้นี่หว่า มันก็อาจจะพาสรหัสมาให้ได้ล่ะมั้ง นี่ห้องพักห้องละหลายพันนะ เว็บคงไม่โง่ (ตรรกะอะไรฟะ) เดี๋ยวจ่ายไปก่อนค่อยว่ากัน

scrsht-sala-04

สรุปว่า ชวดส่วนลดจ้าาาาา ล้องห้าย

แล้วช่องใส่รหัสส่วนลดมันอยู่ตรงไหน ?

scrsht-sala-05

อ๋อ มันอยู่ตรงหน้าก่อนที่เราจะกดเลือกห้องพักต่างหาก

ซึ่ง…มันไม่ supposed ที่จะอยู่ตรงนั้นงัยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

โทรคุยกับน้องที่ฟรอนท์(มั้ง) ก่อนหน้าที่เราจะรู้ว่าช่องใส่รหัสมันอยู่ตรงนั้น น้องเขาก็คงทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยืนยันมาว่ามันมีช่องให้ใส่รหัสจริง ๆและคุณพี่ก็ไม่ใส่เอง ส่วนเราก็ไม่รู้ว่าจะเถียงว่าเรามองไม่เห็นทำไม และไม่รู้จะเล็กเชอร์เรื่อง UX/UI ให้น้องเขาฟังทำไม ก็เลยต้องยอมรับความชวดนี้ไป

ปรกติการซื้อของทางออนไลน์ การใส่รหัสส่วนลด มักจะเป็น task ย่อยที่ปรากฏให้ทำเมื่อตอน task ใหญ่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน ซึ่งเมคเซนส์ และก็เป็นที่ทำกันเป็นมาตรฐานปกติ

ถ้าดู screen ที่แคปมา อาจจะมองเห็นได้ง่ายว่าอ้าว นั่นไงก็อยู่ตรงนั้น คนเขียนนี่ตาถั่ว แต่เมื่อดูเต็ม screen และ user กำลัง occupied กับ task ที่ต้องเลือกห้องพักและราคา ทำให้ส่วนที่เราวงสีเหลืองไว้นั่น กลายเป็นจุดบอด มองไม่เห็นไปง่าย ๆ อีกทั้งอยู่ทางด้านขวามือเหนือตารางที่เป็น main task ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ ฮวยจุ้ยค่อนข้างแย่ ปกติสายตาไม่ได้ focus ตรงนั้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วด้วย

เราเรียกมันว่า Blindness ซึ่ง Blindness หรือการมองไม่เห็นบางสิ่งบางอย่างในเว็บหรือแอพทั้งที่มันอยู่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นนั้น เกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากการชินกับการรับรู้ว่ามันคือสิ่งไม่น่าสนใจ หรือมันไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ หรือมันไม่อยู่เลย

เวลาเราวางเลย์เอาท์หน้าจอ ทุกอย่างจะมีความสำคัญเท่ากันหมดสำหรับคนออกแบบและคนสร้าง แต่สำหรับ user   จะมี focus ของเขาและมีการแสกนหน้าจอซึ่งอาจจะมองผ่านในสิ่งที่เป็นสิทธิประโยชน์ของตัวเองก็ได้

หน้าเว็บนี้ เหมือนออกแบบด้วย mental model ว่า คนต้องอ่านแบนเนอร์ก่อนเพราะแบนเนอร์อยู่บนสุด แล้วก็ต้องติดใจเรื่องส่วนลดมาก ก็จะหาทางพยายามใส่ส่วนลดก่อนสิ่งอื่นใด เรื่องห้องพักเรื่องวันเวลาพักราคาพักค่อยว่ากัน ขอให้ได้ส่วนลดก่อนเป็นหลัก

แต่ถ้าออกแบบด้วยการคิดลำดับ use case/scenario และคำนึงว่า ณ จุดนั้น ๆ user จะถูก occupied ด้วยอะไร user ยังอยู่ในกระบวนขั้นตอนการจองห้องพัก เมื่อเปลี่ยนหน้าแล้ว user ก็จะสแกนหน้าเพื่อดูว่าตรงไหนเกี่ยวกับการจองหรือเลือกห้องโดยละทิ้งสิ่งอื่นไปก่อน เพื่อทำ task ที่สำคัญสุดให้เสร็จก่อน (และเพื่อจะพบว่า ชวดส่วนลดไปแล้ว บาย)

ฉะนั้น อีนังช่องใส่รหัสส่วนลดจะไม่อยู่ตรงนั้นเด็ดขาด หรือถ้าอยู่ ก็ต้องอยู่ในหน้าที่เป็นหน้าจองห้องพักจริง ๆ ด้วยในตำแหน่งเดียวกันก็ยังดี เพราะถึงจุดนั้น user จะเริ่มควานหาราคาสุดท้ายที่ต้องจ่ายจริงแล้ว อย่างที่เราทำ

แม้ว่าหน้าเว็บจะยัดอะไรลงไปได้เยอะกว่าบนมือถือ ก็ไม่ได้แปลว่า user จะทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกันได้ทุกสถานการณ์ การจองห้องพัก ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ user มัก focus ใน task ใด task หนึ่ง ไม่เหมือนการอ่านบล็อก อ่านข่าว หรือใช้เฟซบุค หรือแม้ user จะจองห้องพักสลับกับอ่านเฟซบุคและตอบไลน์ ณ หน้าเว็บที่ทำการจองห้องพักนั้น user ก็จะให้ focus แค่เรื่อง ๆ เดียว

การใช้ระบบของ Third Party มีข้อดีอย่างมากมาย แต่ข้อเสียที่เห็นชัด ๆ ในวันนี้ก็คือ ถ้า experience ที่ส่งต่อให้ third party มันไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นเรื่องเดียวกับยานแม่ อารมณ์ความรู้สึกก็จะสะดุดไปด้วย โดยเฉพาะยานแม่ที่มีธุรกิจดีลกับเรื่องอารมณ์ ภาพลักษณ์ lifestyle มาก ๆ

แต่ถ้าเป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ต้องการโปรโมทส่วนลด แต่ไม่อยากคนมาใช้ส่วนลดมากนัก ลองมุกนี้ดูก็ได้

ป.ล. โรงแรมพักสบาย สะอาด เตียงนุ่ม มีที่ฉีดตูด โอเคมาก

 

 

Google is watching you

ท่ามกลาง ui ที่งงงวยในบางคราว กูเกิลก็มีฟีเจอร์อะไรให้เราประหลาดใจเสมอ

วันก่อนที่ไปแวบอยุธยา พอเปิดกูเกิลแมพ มันก็รู้ดี ปักหมุดโรงแรมที่จองไว้ให้เลย ตอนแรกก็นึกว่าคงเป็นเพราะเราเคย search ในแมพ มันเลยจำเอาไว้ แต่เอ๊ะ มันขึ้นวันเช็คอินเช็คเอาท์ด้วยนี่นา (คนอื่นอาจจะใช้ฟีเจอร์นี้นานแล้วก็ได้)

ก็เลยสันนิษฐานว่ามันอ่านจากอีเมล์ยืนยันการจองห้องที่ทางเว็บจองส่งมา ซึ่งจะว่าเจ๋งมันก็เจ๋งดี ยอมรับว่าสะดวก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า กูเกิลมันต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเราขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย

เอาน่า ถือว่าเป็นการซ้อม…

#iamia #ux #userexperience #googlemap 

15589609_10154672609896278_9175131111620548467_n

เมื่อ UI ไม่สื่อสารภาษาคน

เมื่อเซเลบเน็ตไอดอลอย่าง @iannnnn มีประเด็นกับ ui เราจึงต้องจารึกเอาไว้ให้เป็นเกียรติกับบล็อกแห่งนี้

screen-shot-2559-11-14-at-5-17-29-pm

ระบบนี้ผิดที่อะไร เราไม่คิดว่าผิดที่โปรแกรมเมอร์ เพราะโปรแกรมเมอร์มีหน้าที่ทำสิ่งที่ออกแบบไว้ออกมา แต่ผิดที่ ระบบนี้ขาดแคลนผู้ที่จะมาตรวจสอบภาษาคนให้คนอ่าน ไม่ว่าจะเป็นคนในทีมด้วยกันเองที่มีทักษะหรือความสนใจทาง ux ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไร หรือจะเป็น user ที่ใช้งานจริงที่ไม่ได้มีโอกาสใช้งาน

การทำระบบให้ออกมาใช้งานได้ กับการทำระบบให้ออกมาใช้งานได้ดี มันไม่เหมือนกัน

ลำพัง แค่ human error ก็ต้อง handle กันวุ่นวายอยู่แล้ว นี่ยังทำให้มันเป็นเรื่องยากในการใช้งานเข้าไปอีก ไม่ได้แปลว่าต้องมี ux professionals อยู่ในทีม แต่ต้อง make sure ว่าในทีมต้องมีคนที่มีทักษะหรือมีความสนใจว่า ถ้าเป็น user จะใช้งานอย่างไร

ยิ่งถ้าเป็นระบบที่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร ยิ่งมีความซีเรียส แต่ ui ระบบการเงินของประเทศไทย ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่

แม้ในรายละเอียดเล็กน้อยแต่สำคัญโคตร ๆ อย่าง popup แบบนี้ ก็ทำให้ความเชื่อถือในระบบจ่ายเงินทั้งเว็บ ลดลงได้

ความน่าเชื่อถือลดลง คนก็ไม่จ่ายเงินให้ ยอดขายก็น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

มันไม่ใช่ “อีแค่ popup อันหนึ่ง” แต่มันเป็นสิ่งกำหนดหรือส่งเสริมชะตากรรมของธุรกิจของคุณ

อย่าให้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้เป็นอุปสรรคเส้นผมบังตาเลย มันน่าเสียดาย

 

ทำไมข้าพเจ้าถึงได้คิดว่าทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง

 

trumpcover

ใช่แล้ว ในนาทีนี้ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ออกมาแล้ว และเห็น ๆ กันอยู่ว่า ใครชนะ

หลาย ๆ คนตกตะลึง ไม่คิดจะเชื่อเลยว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่า กักขฬะแมน (แต่รวยสุดซากกระชากไตไม่ลืมหูลืมตา) จะได้เป็นประวัติศาสตร์บทใหม่ของผู้นำสหรัฐอเมริกา

หลาย ๆ คนสมน้ำหน้าที่ประเทศจอมเผือก (โดยภาพรวม) สุดท้ายก็ตายน้ำตื้น

ในฐานะที่เราเป็นหมอเดา ทายเงียบ ๆ ในใจว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐในแต่ละครั้ง และในฐานะที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศและไม่เคยได้นายกที่ถูกใจ  ไล่ยันไปผู้ว่า สก สข ล้วนแต่ไม่ถูกใจ เรียกว่า ลิ้มชิมรสชาติแห่งความผิดหวังด้านการเลือกตั้งมามากมาย ก็ทำให้เราเห็นแนวโน้มและธรรมชาติในการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนในประเทศตัวเอง และการลงคะแนนเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ประมาณหนึ่ง ก็ได้ความประมาณนี้

๑.

เอาจริง ๆ การวิเคราะห์การเลือกตั้งของประชาชน ไม่ค่อยจำเป็นต้องเอารายละเอียดมาตีทีละประเด็น เพราะน้อยคนนักที่จะเลือกใครหรือไม่เลือกใครด้วยความยิบย่อย แค่เหม็นหน้าก็ไม่เลือก แม้ว่านโยบายจะสวยหรูดูทะลุปรุโปร่งมาเป็นแฟ้มอย่างไรก็ตาม

อาจจะมีคนที่มีการศึกษามาก ๆ ปฏิบัติตนอย่างสมควรจะปฏิบัติในสังคมปัญญาชน ให้โอกาสด้วยการอ่านรายละเอียดทั้งหมด และแย้งไปเป็นประเด็นย่อย ๆๆ

แต่นั่นแหละ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจอย่างนั้น

๒.

รายละเอียดคือฟางเส้นที่อาจจะสุดท้าย สำหรับสิ่งที่กำลังง่อนแง่นหรือแบกแอ่นเต็มแก่ แบบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โป๊ะแตกทีพังคืน

แต่ไม่ใช่กับการตัดสินใจที่มีเวลาคิด

ขอให้มี overall concept ที่โดน หรือ keyword ที่ใช่ ผู้คนก็พร้อมจะไปด้วยหรือไม่เอาด้วย เช่น

“ไม่เลือกเรา เขามาแน่”

พอมันโดน รายละเอียดค่อยว่ากัน เอาเป็นว่าขาลงไปข้างนึงแล้ว ฉะนั้น การตีโจทย์ว่าตัวเองเป็น target กลุ่มไหน แล้วกลุ่มนั้น ต้องการอะไร แล้วก็ big idea ตู้มเข้าไป เอาให้มัดใจมหาชน ถ้า big idea แป้ก รายละเอียดเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยช่วยนัก

๓.

เล่นการเมือง ต้องสุดโต่ง

ไม่ต้องทำให้คนชอบในตัวคุณ แต่ทำให้คนนั้นมีความหวังอะไรบางอย่าง อย่างโอบามา ฮีมาพร้อมกับจุดความหวังให้ประชาชน จึงได้รับเลือกถึงสองสมัย จนถึงตอนนี้ ถึงแม้จะมีอะไรที่โอบามาทำแล้วแย่ แต่ฮีก็ยังดูเป็นผู้ให้ความหวังได้อยู่ดี

สิ่งที่ทรัมป์ต้องการ ไม่ได้ต้องการให้คนมาชอบตัวตน แต่ต้องการให้คนมีความหวังที่คนอื่นให้ไม่ได้ ซึ่งตรงความกักขฬะแมนที่มี มันก็กลับส่งเสริมกับกลุ่มเป้าหมาย ทำนองว่า กักขฬะไม่สนลมสนฟ้าขนาดนี้ นโยบายก็คงไม่ต้องตามใจใคร ประกาศอยากทำอะไรก็คงจะทำไป คัยแคร์ ซึ่งผู้เลือกก็อยากให้ทำอยู่แล้วด้วย ก็น่าจะมีความหวังเพิ่มว่าจะไม่แป้ก

ซึ่ง เอาจริง ๆ เราก็ว่า ถ้าเกิดนางจะเปลี่ยนใจไม่อยากทำอะไรอย่างที่ประกาศ นางก็คงจะ คัยแคร์ เหมือนกัน

ตรงข้ามกับคลินตัน ที่เอาตรง ๆ ก็ไม่ได้ให้ความหวังอะไรใหม่ ๆ กับประชาชน เราเชื่อว่าคนที่เลือกแบบ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ก็น่าจะมีเป็นจำนวนมาก ในเมื่อกลุ่มเลือกทรัมป์ไม่ได้เห็นประโยชน์ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ตนจากคลินตัน แล้วทำไมต้องเลือกคลินตัน

๔.

การโจมตีทรัมป์ในเรื่องตัวตน จึงไม่ได้กระทบนางเท่าไหร่ ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนทั้งหลาย แม้ว่าจะเป็นทั้งสื่อใหญ่ ดาราดังคับโลก ก็ตาม ก็เห็นจะมีอิทธิพลไม่มากนักกับการที่จะทำให้คนเลิกเลือกทรัมป์

เพราะสาระในการเลือกทรัมป์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น แม้ว่า โอเค ดูจะมีจุดเชื่อมโยงในมุมมองของฝ่ายต้านว่า กักขฬะขนาดนี้ ถ้าบริหารประเทศขึ้นมาจะขนาดไหน

และครั้งนี้เรากลับมองว่า ฝ่าย conservative กลับเป็นฝ่ายที่ต้องการอะไรใหม่ ๆ บ้าง ไม่ใช่กลับไปที่เดิมด้วยนะ เพราะอย่างทรัมป์นี่เอาจริง ๆ เรียกว่าเปิดศักราชหมวดหมู่ใหม่ของประธานาธิบดีในโลกนี้ได้เลย คือใหม่มาก มากจนเรานึกภาพได้เพียงเลือนลางว่านางจะพาประเทศนางไปแบบไหน

เพียงแต่การสนับสนุนให้ทหารบริหารประเทศอย่างบ้านเรา เราไม่ถือว่าเป็นความต้องการใหม่ ๆ แบบที่สหรัฐเขาเป็น

บ้านเราฝั่งดาราเซเลบ ฝั่งสื่อ จะเป็นฝั่งที่ค่อนข้าง conservative เพราะสังคมมันยังเป็นแบบนั้นอยู่ กลุ่มนี้จะมีอิทธิพลต่อประชาชนค่อนข้างมาก และ conservative ฝั่งบ้านเรา จะผูกปิ่นโตกับเรื่องคุณธรรม ศีลธรรมมากกว่า และด้วยความมีสิทธิมีเสียงในสังคมมากกว่า จึงเคลมคุณธรรมฝั่งตนได้ดังกว่า แต่ conservative ฝั่งนู้น มันเป็นเรื่องความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ผลประโยชน์

๕.

ในระบอบประชาธิปไตย เราจะไม่ได้ผู้นำที่ดีไปกว่าประชาชนโดยรวม – มีหลาย ๆ คนเคยว่าไว้

คือถึงมีคนที่พร้อมแทบทุกด้าน ฉลาด มีอุดมการณ์ ดูตั้งใจทำงานจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกเขา

เพราะประชาชนเลือกตัวแทนเพื่อตัวเอง ฉะนั้น ถ้าแพ้ คนนั้นก็จะรู้สึกไม่มีที่ยืนให้กับเสียงของเขาในสังคม คนถึงมีแนวโน้มที่จะเลือกคนที่อยากเลือกที่สุดที่จะแพ้น้อยสุดด้วย ในการระดมเสียง ก็ทำได้ง่ายกว่า

กรุงเทพก็เลยน้ำท่วมทั้งวันทั้งปี สกปรกอยู่อย่างนี้ กล้องวงจรปิดเสียบ้าง เก๊บ้าง

เราแลกความพังในชีวิตประจำวันกับ big idea โดยไม่อยากจะรู้ตัวว่า
ประชาชนนั่นเองที่มีส่วนทำให้คนที่ดีมีความสามารถจริง ๆ ไม่มีที่ยืนในการทำงานเพื่อประชาชน

๖.

ชีวิตของประชาชนในเหล่ารัฐสีน้ำเงิน กับรัฐสีแดง มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคนละแบบ รัฐสีน้ำเงินได้ผลประโยชน์จากชาวต่างชาติและผู้อพยพค่อนข้างมาก ในขณะที่รัฐสีแดงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น

ผู้อพยพเป็นปัญหาของประเทศหลาย ๆ ประเทศ และเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่ม conservative ค่อนข้างเป็นตัวเป็นตน แม้ว่าจะมีหลาย ๆ คนบอกว่า สองร้อยกว่าปีก่อนอเมริกาก็ประกอบด้วยผู้อพยพล้วน ๆ แล้วตอนนี้จะมากีดกันผู้อพยพทำไม คือมันก็เหมือนถามประมาณว่าสองร้อยกว่าปีที่แล้วยังไม่มีประเทศไทยแล้วทำไมตอนนี้เราไม่ญาติดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

คือมันสองร้อยกว่าปีมาแล้วอะ คนที่ตระกูลเขามาตั้งแต่ร้อยสองร้อยปีก่อนเนี่ย เขาก็สำนึกว่าเขาเป็นคนเมกันแล้วมั้ย เอาแค่ช่วง 1930-1945 ก็ได้ ตระกูลที่อพยพมาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ก็เป็นคนเมกันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ทั้งนิตินัยและพฤตินัย

ฉะนั้นเราจะไปเอาสาระอินเดียนแดงอะไรตั้งแต่ปูนนู้น มันก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องตอนนี้ละ

ทีนี้ คนที่อพยพมาหลังจากนั้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ นี่ล่ะ ที่เป็นปัญหา แล้วก็เลยลามไปถึงพวกที่อพยพมาหลายเจเนอเรชั่นแล้วแต่เชื้อชาติพันธุ์ยังอีโวรูปร่างหน้าตาภายนอกให้เป็นฝรั่งไม่ทัน

ปัญหาไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาชญากรรมและความที่ระเบียบในสังคมเก่าโดยรบกวนเท่านั้น ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ว่าที่ไหนอันตรายมากขึ้น คนในสังคมนั้นก็มีความสุขน้อยลง ปัญหาหลักคือการที่ประชาชนในประเทศเสียผลประโยชน์ โดนลดทอนโอกาส เพราะต้องแบ่งโอกาสนั้นให้กับผู้ที่อพยพมาใหม่ด้วย ปัญหานั้นเกิดมากขึ้นเมื่อทรัพยากรมีจำกัด เศรษฐกิจในประเทศอพยพหรือประเทศล่าอาณานิคม ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนสมัยก่อน

แนวคิด conservative จึงไม่ได้เกิดจากการที่เห็นว่าหน้าตาผิวพรรณไม่ใช่พวกเดียวกับตนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่”คิดว่า”ถูกแย่งทรัพยากรไปโดยไม่รู้สึกว่าแฟร์อีกต่างหาก ประชาชนก็ถึงรู้สึกว่า ทำไมประเทศตัวเองแต่ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ

ไม่เพียงแต่ผู้อพยพ แต่รวมไปถึงสิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา อีกด้วย

๗.

ในขณะที่รัฐสีน้ำเงิน ถ้าไม่ได้กลุ่มผู้อพยพหรือรับแรงงานต่างชาติ ก็คงไม่ขับเคลื่อนได้ขนาดนี้ จึงมีแนวความคิดที่ค่อนข้างเป็นสากล ไม่ค่อยแบ่งแยกเขาเรา เพราะมีผลประโยชน์เอื้อต่อกัน จะกั้นกำแพงทำซากอ้อยอะไร

รัฐสีแดง ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ ต้องขับเคลื่อนอีกแบบ มีความหวังอีกแบบ ซึ่งโอบามาทำได้ โอบามาจึงได้เป็นประธานาธิบดี

๘.

ฐานเสียงของทรัมป์เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในทางเลือกของตน

แม้จะดูว่าคนที่เสียงดังและพูดเยอะกว่าจะเป็นฐานเสียงของฮิลลารี แต่นี่แสดงให้เห็นพลังเงียบตัวจริง ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกับคนไม่เอาหรอก วัดกันวันเลือกตั้งไปเลย ยิ่งโพลออกว่าทรัมป์เป็นรอง ดาราออกมาด่าไม่ยั้ง สื่อบางสื่อต้านเต็มที่ ก็ยิ่งทำให้คนที่สนับสนุนทรัมป์มีความมุ่งมั่นมากขึ้นไปอีกในการลงคะแนนเสียง

คนที่เลือกทรัมป์ไม่ได้โง่ และในทางกลับกันก็ใช่ว่าคนที่เลือกฮิลลารีจะฉลาดกว่า

๙.

ข้อนี้ ก็เห็นมีพูดกันบ้างแล้ว นั่นคือ ตัวคลินตันเอง ถึงแม้เธอจะซุปเปอร์มุ่งมั่น ศักยภาพของเธอไม่ธรรมดา และดูเป็นคนคุ้นเคยกับความสูงระดับประธานาธิบดีมานานหลายปี แต่โดยรวมแล้วเธอบุญบารมีไม่พอ และวีรกรรมในอดีตมากเกินไปสำหรับหลาย ๆ คน

การที่พยายามประโคมให้เกลียดทรัมป์แล้วไปเลือกคลินตัน ยากกว่าให้ไปเลือกอัลกอร์(ถ้าลงสมัคร)เยอะเลย

เราจึงคิดว่า ทรัมป์จังหวะดีมาก เราว่าฮีรู้ว่าฮีมีโอกาสมากพอที่จะลงทุนลงแรงขนาดนี้ และฮีเอาจริง มันไม่ง่ายที่คนอายุ 70 จะมาเย้ว ๆ ขนาดนี้

เราจึงคิดว่าทรัมป์ไม่โง่ รู้จังหวะ ฉลาดเฉลียว มีความสามารถ มุ่งมั่น มีพลัง มีบารมี อย่างน้อยนางก็ไม่ใช่คนสูงอายุธรรมดาธรรมดาที่มีแต่รวยเรื้อรัง (อืม แต่มีแค่นั้นก็พอละปะวะ 55555)

สตรีหมายเลขหนึ่งก็ใช่ว่าจะโง่ อย่างน้อยคนที่รวยล้นฟ้าคนหนึ่งก็เลือกเธอเป็นหนึ่งในภรรยา คนทั่วไปเขาได้สามีรวย ๆ มาง่าย ๆ กันด้วยเหรอ จะบอกว่าเธอเป็นแค่คนโง่ที่โชคดีอย่างนั้นเหรอ

เอาจริง ๆ เราก็เห็นจากประวัติศาสตร์ซ้ำไปซ้ำมาว่า ประชาชนที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้นำ ก็ล้วนแต่โดนหลอกใช้ง่าย เพราะไม่คิดว่าตัวเองนั้นกำลังโดนหลอกใช้อยู่

แต่สุดท้ายจะทรัมป์ตกม้าตายเพราะตัวเองไหม ก็รอดูกันต่อไป

๑๐.

จะว่าไป ปีนี้เป็นปีที่โลกเราได้ผู้นำในหลายประเทศที่มีสีสันนะ ไม่ว่าจะเป็นสาวโสดรักแมวประจำไต้หวัน นายแบบชวนฝันแบบแคนาดา นักเลงใจกล้าอย่างฟิลิปปินส์ เจมส์บอนด์ปูตินแห่งรัสเซีย ทหารเขี่ยกาพย์กลอนจากเมืองไทย ขนมสายไหมของสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วนประชาชนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา ไม่ว่าข้างบนเขาจะเล่นอะไร ก็ควรไปทำงานหมุนหนี้กันต่อไป
ขอบคุณรูปที่ยังไม่ได้รีทัชจาก
รูปคุณดวงตาตุง
thelibertarianrepublic.com

โถส้วมในอุดมคติของข้าพเจ้า

my-ideal-loo-factor

จากประสบการณ์การใช้ส้วมมากว่า 30 ปี ในที่สุดเราก็ได้สเป็กของโถส้วมที่เราคิดว่า ดีต่อมนุษยชาติ ขึ้นมาทั้งหมด 4 ข้อ เลยอยากจะแบ่งปันให้สาธุชนได้นำไปเลือกส้วมที่ชอบ ๆ กัน ดังนี้

1. รูปร่างของที่นั่ง
เราว่า ที่นั่งวงรีเบสิค ป้านด้านหลังหน่อย ๆ เป็นที่นั่งที่เข้ากับสรีระมนุษย์สุดแล้ว ส้วมหรูๆหลายตัวเป็นแบบสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมคางหมู มันนั่งไม่พอดีเบ้า มันทำให้การถ่ายเทน้ำหนักไปยังจุดที่ถูกที่ควรมีอุปสรรคกลางทาง ไม่เทียบเท่าวงรีเบสิค รอบวงในโค้งลง

2. อย่าเลือกส้วมเหมือนเลือกโซฟา
ฟังก์ชั่นมันต่างกันแยะ คอนเซปท์ส้วมนั่งราบ ยิ่งนั่งสบาย ยิ่งเสี่ยงต่อความเบ่งบานของริซซี่ เพราะถ้าสบายประตูเกิน ทวารบาลก็จะชิลไปด้วย จึงต้องใช้แรงเบ่งดินน้ำมันมาก โอกาสที่ริซซี่จะตื่นจากการหลับไหลจึงยิ่งมาก การเลือกแบบนั่งได้พอดีที่ช่วยเร่งให้ดินน้ำมันออกจากสายพานการผลิตเร็ว ๆ และสำหรับคนเตี้ย การนั่งโถส้วมแล้วเท้าลอย มันจะทำให้การอุ๊ดจี้ต้องใช้แรงดันที่ประตูมากขึ้นเช่นกัน การลองนั่งจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ถ้าร้านไหนไม่ให้นั่ง อย่าไปซื้อ เพราะโถส้วมจะอยู่กับเราได้ถึงวันตาย (นั่งเฉย ๆ นะ ไม่ต้องทดลองใช้จริง)

3. วังน้ำวน
การดูดินน้ำมันของเราก่อนที่จะกดน้ำ มันก็เป็นการเช็คสุขภาพไปในตัวว่า มีความผิดปรกติอะไรหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราต้องหาความบันเทิงจากการที่เห็นดินน้ำมันเราแหวกว่ายวนเวียนอย่างสโลว์ไลฟ์นิยม เราต้องการสึนามิ ที่จะทำให้ดินน้ำมันเราหายเข้าหลังฉากไปอย่างรวดเร็ว จะมีประโยชน์อะไรถ้าน้ำวนอย่างสวยงามแล้วดินน้ำมันยังดำผุดดำว่ายให้แทงตา

4. การสะท้อนกลับ
เราไม่ต้องการการสะท้อนกลับของอนุภาคที่เราปล่อยวางแล้ว ส้วมบางแบบ องศามันช่างพอเหมาะพอดี ตุ๋มลงแล้วน้ำผสมดินน้ำมันกระจายขึ้นตอบโต้ที่จุดเดิม หรือยิงน้ำแล้วน้ำก็สะท้อนกลับเข้าจุดยิงเกร๋ๆ เราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น (ไม่ควรมีใครต้องการแบบนั้น) ส้วมที่ตื้นเกินไปมักจะเกิดปัญหานี้ เพราะองศาความชันมันจะทำให้สะท้อนกลับหาจุ๊ดมุ้ดตุ๊ดแทนที่จะกดองศาลงไปสู่ที่ถูกที่ควร

เพียงสี่ข้อนี้ เราก็จะได้มาซึ่งโถส้วมคู่ใจ ที่ไปไหนก็อุ๊ดจี้อุ่นใจไม่เท่าโถเรา

ทรรศนะของข้าพเจ้า ณ ตอนนี้กับเว็บดีล

ว่าถึงการจากไปของกรุปปอนไทยแลนด์
เล่ามุมมองส่วนตัวที่ ห่างนิด ๆ ใกล้หน่อย ๆ ก็แล้วกัน

– ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักเว็บดีลเมื่อหลายหลายปีที่แล้ว เราคิดมาตลอดว่าการทำดีลแบบนี้ มันไม่ win-win กับทั้งผู้บริโภคและเจ้าของกิจการเสมอไป เรียกว่าส่วนใหญ่ไม่ win-win เลยดีกว่า

สิ่งที่ตามมาคืออะไร ก็คือ เมื่อโมเดลธุรกิจมันไม่ได้ตั้งอยู่ในผลลัพธ์ win-win เสียเป็นส่วนใหญ่ และมันเป็นความ lose-win แบบที่ค่อนข้าง aggressive ด้วยซ้ำ ความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจเว็บดีลก็ยากที่จะเกิด ซึ่งเราก็คิดว่าคนที่กระโดดลงมาทำและโกยเงินกระโดดออกไปเรียบร้อยแล้ว ก็รู้ถึงข้อนี้เป็นอย่างดี

(เอาจริงๆ ธุรกิจในโลกมันก็ไม่จำเป็นต้องยั่งยืนทั้งหมดหรอก บางธุรกิจมันก็เกิดมาเพื่อโกยให้พอและทันเวลาแล้วก็เลิกรากันไปก็มีเยอะแยะ)

ธุรกิจยักษ์ที่แทบจะ monopoly ในโลกเราจริงๆมันก็ lose-win เหมือนกัน แต่ตราบใดที่ยังบาลานซ์ความ lose หรือสร้าง vicious cycle ที่จะทำให้ฝ่าย lose ไม่สามารถมีทางเลือกอื่นได้ มี Asset เกินที่คนจะปฏิเสธได้ ก็ยังอยู่แบบโตขึ้นเขมือบโลกมากขึ้นได้เรื่อยๆ แต่เว็บดีลนั้นไม่ใช่

– บางธุรกิจก็เหมาะกับเว็บดีลจริง ประเภทธุรกิจที่เหมาะคือ ธุรกิจที่มีงบการตลาดชัดเจน มีศักยภาพในการรองรับปริมาณลูกค้า มี margin ในสินค้าบริการของตัวเองสูงไปถึงสูงมาก เจ้าของกิจการต้องพิจารณาดูเองว่า กิจการเราเข้าข่ายหรือเปล่า

การทำธุรกิจ ไม่มีใครอยากเจ็บตัว การจ่ายเงินคือการลงทุน การลงทุนในเว็บดีล เจ้าของกิจการมักมองว่าเป็นการลงทุนทางด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมักจะเป็นส่วนต่างของราคาขายทั้งหมด แต่สำหรับกิจการที่ไม่ได้มีงบกันไว้ชัดเจน มักเกิดปัญหาขึ้น

– เพราะเว็บดีล เป็นนายหน้าที่จำเป็นต้องกำราคาที่ถูกถล่มลงมาให้ต่ำเตี้ยที่สุดเท่าที่ทำได้ เป็นการดึงคนให้เข้ามาใช้บริการตัวเองเยอะ ๆ ถามว่าที่ว่าต่ำมากนี่ต่ำขนาดไหน ก็ต่ำขนาดที่หน้าเว็บคนว่าโคตรถูกแล้ว ไอ้ราคาที่โคตรถูกนี่ยังโดนหัวคิวกินจนเหลือแค่เสี้ยวเดียวซะเป็นส่วนใหญ่ ขนาดนั้นแหละ

ฉะนั้น ยิ่งคนโหมกันมา นั่นคือตัวเลขที่ติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมเสี่ยง negative feedback อีกเมื่อเกิด full capacity หรือการลดต้นทุนแบบไม่เนียน บางกิจการเข้าขั้นเจียนเจ๊ง ต้องพักรักษาตัวกันยาวเลย

เว็บดีลจึงมักไม่เหมาะกับกิจการที่ต้องการอยู่ใน Blue Ocean ใช้คุณภาพ ใช้ฝีมือ หรือความคิดสร้างสรรค์นำราคา ไม่สามารถผลิตสินค้าในจำนวนมาก ๆ ได้ในทีเดียว ยกเว้นว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปรกติจริง ๆ หาทางออกไม่ได้ หรืออยากลองของใหม่

– เท่าที่ประสบมากับตัว การเจรจาดีลของเว็บดีล คนที่มาดีล ก็ไม่ได้เข้าใจธุรกิจเท่าไหร่ (บางคนนี่ขอเมาท์ว่ามาพรีเซนต์เหมือนเป็นนักบุญผู้ปลดปล่อย มีคุณูปการกับร้านอย่างสูง อูราชาบู) ซึ่งอันนี้เข้าใจได้ เราเคยริเริ่มจะทำระบบ CRM กับ SME และเคยคิดดีลเพื่อไปพิชท์งาน ตอนนั้นก็คิดแต่ว่าทำยังไงร้านถึงจะมาใช้ระบบนี้ เอาเงินให้เรา คิดแต่ว่าไปเอาส่วนลดจากร้านมา ให้ร้านแถมนู่นแถมนี่ให้ลูกค้า เพื่อให้คนมาให้ระบบเรา

พอมาทำร้านเอง การเลยยิ่งรู้ซึ้งถึงบางอ้อว่า กิจการเล็ก ๆ สายป่านไม่ได้ยาว ทำกำไรไม่ได้สูงอะ นอกจากจะต้องไถนาพรวนดินเองแล้ว ค่าใช้จ่ายก็ยุ่บยับให้จัดการกันวุ่นวาย เพราะฉะนั้น จะเอาอะไรเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม มันต้องคิดแล้วคิดอีก คิดว่าคุ้มจริงไหม มียี่สิบแอพสามสิบเว็บที่จะมาขอส่วนลด ไหวมั้ย งบปาเข้าไปเป็นเท่าไหร่ สู้เอาเงินที่จะลงไปกับเหล่านี้ไปจ้างเด็กเพิ่ม หรือตกแต่งร้านให้สวยขึ้นดีมั้ย แล้วอาศัยพลัง Viral และความดีงามของ Product ตัวเองเท่าที่ทำได้ ดึงลูกค้าตัวจริงของร้านเข้ามาเอง

– ลูกค้าหลายคนมีมายาคติว่า ฉันควรได้ของเท่ากับคนอื่น ทั้งๆที่ฉันจ่ายน้อยกว่า(มากกกก) เอาตามตัวหนังสือและข้อตกลง ลูกค้าที่ซื้อดีลก็ควรได้รับสินค้าบริการที่เท่าเทียมนั่นแหละ แต่ในทางปฏิบัติ อย่างที่บอก ไม่มีใครอยากทำธุรกิจแบบเจ็บตัว ทางหนึ่งที่จะรับลูกค้าซื้อดีลมาราคาถูกเวอร์ก็คือ ลดต้นทุนในการบริการหรือสินค้าสำหรับลูกค้าคนนั้นๆไปด้วย และดราม่าก็จะบังเกิด นอกจากสามารถลดต้นทุนได้อย่างแนบเนียน

แล้วก็แปลกนะ เราก็ยังหลวมตัวเชื่อสิ่งที่ Too Good to be True กันตลอดมา

– จากความเห็นของกิจการหลาย ๆ แบบที่ได้ไปพูดคุยมา ข้อด้อยที่สุดของการทำดีลกับเว็บดีลก็คือ เรื่องของการเสียโอกาสการได้ลูกค้าตัวจริง ลูกค้าที่เข้ามา ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่อยากได้ และจุดประสงค์ในการมาของลูกค้า ก็เพราะมันลด ถ้าไม่ลดก็ไม่มา

ลูกค้าอาจจะแย้งว่า นี่ไง ฉันต้องการทดลองดูก่อน ถ้าดีฉันก็ซื้อต่อเองแหละ แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าของเว็บดีลเป็นกลุ่มที่ loyalty ต่ำมาก น้อยมากที่จะซื้อซ้ำถ้าต้องซื้อราคาตอนที่ยังไม่ลด (ไม่ได้แปลว่าลูกค้าเว็บดีลเป็นคนไม่มีตังนะ มีตังไม่มีตังอีกเรื่อง พฤติกรรมการใช้จ่ายก็อีกเรื่อง)

สำหรับลูกค้าประจำที่อุดหนุนกิจการเราตลอดมา ยินดีจ่ายราคาเต็ม อาจจะรู้สึกร้านไม่แฟร์กับเขาก็ได้ ถ้ามันดูเหมือนว่าเราเอาใจลูกค้าดีลมากเกินไป อาจจะทำให้เราสูญเสียลูกค้าประจำไปด้วยได้

โอเค กิจการหลายแบบก็มีลูกค้าแบบครั้งเดียวจบเป็นหลักนั่นแหละ แต่การที่ลูกค้ามาแบบครั้งเดียวจบโดยที่ยังไม่ทันได้กำไรอะไรเลย ก็เป็นหายนะได้เหมือนกัน ถ้าเป็นกิจการที่ใหญ่โตแล้วก็อาจจะเสียขนหน้าแข้งไปไม่กี่เส้น

– คิดว่า เว็บดีลที่จะอยู่ได้ ต้องปรับกลยุทธ์ให้เกิดความ win-win มากกว่า lose-win อย่างที่ผ่านๆ มา จริงๆการดีลมันมีมานานแต่กาลก่อนแล้วตั้งแต่มนุษย์รู้จักการค้าขายแลกหอยแลกไข่นู่น เพราะฉะนั้น จุดสมดุลของมันก็มีแหละ

%d bloggers like this: